Home ทั่วไป 4 ปีแล้ว หลังการปฏิวัติ

4 ปีแล้ว หลังการปฏิวัติ

374
0
SHARE

 

 

 

 

 

นายพิชัย  นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน  รัฐบาล พรรคเพื่อไทย เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับพิมพ์ หน้า 15 เผยแพร่ 17 พ.ค.2561

 

คลิกอ่าน มติชน

https://goo.gl/tYUDde

 

 

4 ปีแล้ว หลังการปฏิวัติ : โดย พิชัย นริพทะพันธุ์

 

 

4 ปีแล้ว ที่ประเทศไทยไม่มีประชาธิปไตย และก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะมีกำหนดการเลือกตั้งที่แน่นอน แม้ว่าผู้นำรัฐบาลจะพยายามพูดแล้วพูดอีกเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะมีเลือกตั้งแน่ในต้นปีหน้า แต่ดูเหมือนเครดิตและความน่าเชื่อถือไม่มีเหลือแล้ว เพราะยืนยันแบบนี้มาหลายหน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในต่างประเทศนี้ บอกทั้งในที่ประชุมสหประชาชาติ ทั้งกับผู้นำประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นประเทศที่มีการลงทุนมากสุดในไทย หรือ แม้กระทั่งกับมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา แต่ก็หาเหตุในการเลื่อนมาทุกครั้ง จนไม่มีใครเชื่อถืออีกแล้ว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะเรียกร้องให้มีเลือกตั้งภายในปลายปีนี้เพราะเชื่อกันว่าหากยอมให้เลื่อนอีกก็จะเลื่อนไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าจะมีเลือกตั้งอีกเมื่อไหร่ หรืออาจจะไม่มีเลือกตั้งเลยก็เป็นได้ หากสถานการณ์ไม่เอื้อประโยชน์กับฝ่ายที่กำลังกุมอำนาจอยู่

 

ผู้เขียนได้เขียนเตือนมาทุกปีเมื่อครบกำหนดวันครบรอบการรัฐประหาร ซึ่งก็เป็นการเตือนซ้ำๆในทิศทางของประเทศที่จะแย่ลง และก็มีทิศทางแบบนั้นจริงๆมาตลอด แต่รัฐบาลก็พยายามจะเอาความสำเร็จเพียงเล็กน้อยขึ้นมากลบเกลื่อนความล้มเหลวในการบริหารประเทศและพยายามขยายผลทางสื่ออย่างเต็มที่ ซึ่งก็สวนทางกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ที่กำลังลำบากกันอย่างมาก แม้ว่าจะมีคนจำนวนหนึ่งที่ได้ประโยชน์และพยายามอย่างยิ่งที่จะเชียร์กันจนออกนอกหน้า

 

แต่ที่ปฏิเสธยากคือยิ่งนานวันประเทศไทยยิ่งมีความผิดเพี้ยนจนต่างประเทศและสื่อต่างประเทศที่ติดตามความเคลื่อนไหวของประเทศไทยต่างก็ส่ายหน้า และไม่คิดว่าประเทศไทยจะหลงทางกันได้ถึงขนาดนี้ ที่ฮือฮาที่สุดน่าจะเป็นเรื่องนาฬิกา 25 เรือนที่อ้างว่ายืมเพื่อนมา และเพื่อนตายไปแล้ว ซึ่งเป็นข่าวไปทั่วโลก และแปลกใจว่าประเทศไทยทนต่อเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร ทั้งที่สาเหตุหลักในการปฏิวัติอ้างว่าเพราะมีการทุจริตคอรัปชั่น และในปีที่ 4 นี้ยังปรากฏการทุจริตคอรัปชั่นกระจายไปทั่วแทบทุกกระทรวง นับตั้งแต่การโกงเงินคนจนที่กำลังลำบากกันอย่างแสนสาหัส แต่กลับมีการพบการโกงคนจนกันกว่า 60 จังหวัดแล้ว ถึงขนาดต้องปลดปลัดกระทรวง และ รองปลัดกระทรวง ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ออกจากตำแหน่ง และถึงแม้จะอ้างว่ารัฐมนตรีที่รับผิดชอบไม่เกี่ยวข้อง เพราะเนื่องจากไม่มีฝ่ายค้านในสภาที่จะตรวจสอบได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะสะท้อนประสิทธิภาพในบริหารราชการที่ปล่อยให้มีการทุจริตมากมายถึงขนาดนี้จะปัดความรับผิดชอบเลยคงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งหากเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งคงไม่มีทางที่รัฐมนตรีจะหนีความรับผิดชอบได้ แม้กระทั่งคณะรัฐมนตรีเองก็คงจะต้องถูกปลดออกทั้งชุดเหมือนกัน หากพบว่ามีการโกงคนจนกันมากกว่า 60 จังหวัดนี้ นอกจากนี้ยังมีการโกงเงินเด็กนักเรียนในกระทรวงศึกษาธิการที่พบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆการโกงในร้านธงฟ้าประชารัฐที่บริการบัตรคนจนที่ขายของเกินราคาเป็นจำนวนหลายสิบร้าน การโกงในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการนำบริษัทตัวเองมากู้ยืมเงินกองทุนสำหรับเอสเอ็มอี ทั้งที่เจ้ากระทรวงเป็นเจ้าของแนวคิดไทยแลนด์ 4.0 ที่จะนำไทยก้าวไปข้างหน้า  แต่เหตุใดจึงปล่อยให้มีการโกงได้ เท่ากับว่าอนาคต ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลนี้คงหนีการทุจริตคอรัปชั่นไม่พ้น  และที่แย่สุดยังมีการโกงกระทั่งสุนัข ที่มีปัญหาในยาฉีดป้องกันพิษสุนัขบ้าจนต้องปลดอธิบดีกรมปศุสัตว์ในที่สุด จนหลายคนบ่นกันว่าโกงกระทั่งหมา หรือ แม้แต่หมาก็ยังไม่เว้น  ซึ่งเชื่อได้ว่าการโกงในกระทรวงต่างๆนี้จะพบมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องโกงเท่านั้น แนวคิดและการปฏิบัติก็ยังผิดเพี้ยน โดยนายกรัฐมนตรีที่มาจากทำรัฐประหารแต่กลับมาบ่นว่าเงินเดือนของตนน้อยที่สุดในผู้นำอาเซียนทั้งๆที่เข้ามารับตำแหน่งโดยที่ประชาชนไม่ได้เลือกเข้ามาแต่กลับมาบ่นเรื่องเงินเดือนที่ตนได้รับซึ่งหากไม่พอใจก็ควรจะลาออกไปและรีบจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ท่านก็จะได้ไม่ต้องมาทนรับเงินเดือนน้อยอีก และประชาชนก็จะได้ผู้นำที่เขาเลือกเอง ที่สามารถจะต่อว่าได้ ตำหนิได้

 

นอกจากนี้ยังมีการบังคับให้คณะรัฐมนตรีทุกคนไปท่องบทเรียนจินดามณีที่เขียนมาเป็นร้อยปีแล้วเพื่อที่จะเอาการ ทั้งๆที่คณะรัฐมนตรีควรใช้เวลาในการศึกษาแนวคิดและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อนำมาปรับปรุงการบริหารประเทศ โดยที่ประชาชนจำนวนมากเป็นห่วงว่ารัฐบาลนี้จะตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ทันจากที่เห็นได้ชัดจากผลงานสี่ปีที่ผ่านมานี้นี่ยังไม่นับวิสัยทัศน์การคิดท่าเต้นออกกำลังกายแบบรำวงที่ใช้เวลาราชการในการออกกำลังกายทุกบ่ายวันพุธ

 

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ประชาชนมักจะได้ยินเสมอว่า ผู้นำที่มาจากการทำรัฐประหารจะตำหนินักการเมืองว่าเป็นคนไม่ดี เป็นคนแย่ เป็นปัญหาของประเทศ และพยายามเตือนประชาชนเสมอว่าจะมีการเลือกตั้งเพื่อให้นักการเมืองแย่ๆกลับมาอีกหรือทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำรัฐประหารและเป็นเหตุสนับสนุนในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ แต่เมื่อจะมีการเลือกตั้งจริงๆ กลับพยายามดูดนักการเมืองและอดีต ส.ส. จากกลุ่มก๊วนต่างๆ โดยไม่ได้สนใจว่ากลุ่มก๊วนการเมืองนั้นๆมีภาพพจน์อย่างไรในสายตาประชาชนส่วนใหญ่ ทั้งนี้ก็เพราะต้องการให้มีจำนวนเสียงเพียงพอที่จะเสนอชื่อตนเองเป็น นายกฯ คนในให้ได้หลังการเลือกตั้ง โดยไม่คำนึงว่าหลังจากการเลือกตั้งแล้วจะมีผลกระทบกลับมาอย่างไร

 

การที่ผู้เขียนเองก็เคยได้รับการชักชวน ซึ่งโดยมารยาทแล้วก็ไม่ควรจะเปิดเผยแต่สาเหตุที่มาเปิดเผยในภายหลังเพราะหลังจากที่ปฏิเสธกลับได้รับหมายเรียกจากตำรวจ ซึ่งเป็นการเรียกครั้งที่ 10 จึงต้องนำมาเล่าเพื่อป้องกันไม่ให้โดนกลั่นแกล้งอีก

 

หันกลับมามองด้านเศรษฐกิจ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้เพิ่มขึ้นโดยปีที่แล้วขยายตัวได้ 3.9% และ ปีนี้ก็น่าจะขยายตัวได้ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่เป็นการเจริญเติบโตที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน และเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตต่ำสุดตลอดทั้ง 4 ปี ที่มีการทำรัฐประหาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังจะล้าหลังประเทศทุกชาติในอาเซียน เรื่องนี้ไม่ใช่ผู้เขียนจะพูดไปเองคนเดียว เพราะทั้งธนาคารโลก (World Bank) และ ธนาคารเพื่อการพัฒนาการเอเชีย (ADB) ก็ยังยืนยันแบบเดียวกันในเรื่องนี้ และทั้งธนาคารโลกและเอดีบี ยังบอกด้วยว่า ไม่เห็นโอกาสที่เศรษฐกิจของไทยภายใต้การนำของรัฐบาลปัจจุบันจะสามารถทำให้ดีขึ้นได้นอกจากจะยิ่งตกต่ำไปเรื่อยๆ ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนทุกประเทศ ดังนั้นปัญหาของไทยจึงเป็นแบบทฤษฏีกบต้มคือค่อยๆแย่ลงไปเรื่อยๆ ซึ่งต่างกับวิกฤตการณ์ปี 2540 ที่เศรษฐกิจทรุดลงเร็วแต่ก็ฟื้นเร็ว แต่ในปัจจุบันยังไม่ทราบเลยว่าจะฟื้นขึ้นมาแข่งกับเขาได้เมื่อไหร่

 

ปัญหาความมั่นใจในการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศยังเป็นปัญหาหลักของประเทศไทย แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามที่จะส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยกับ อีอีซีนี้ แต่นักลงทุนกลับไม่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างที่คาดหวัง จนกระทั่งปัจจุบัน จำนวนการลงทุนที่แท้จริงก็ยังต่ำมาก  แม้จะมีความพยายามโชว์ตัวเลขการขอการส่งเสริมการลงทุนที่มากขึ้นแต่การลงทุนจริงกลับไม่ได้มากขึ้นแถมยังลดลงด้วยซ้ำโดยในไตรมาสแรกปีนี้การลงทุนแท้จริงลดลง 2.57 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 26.96% ซึ่งไม่แน่ใจว่าการที่นักลงทุนญี่ปุ่นไม่มั่นใจลงทุนอาจจะเป็นเพราะขนาดรับปากกับ นายกฯญี่ปุ่นว่าจะเลือกตั้งแล้วยังเลื่อนไปเรื่อยๆ จึงทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนญี่ปุ่นหดหายไปหรือไม่ ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นมักจะไม่พูดและไม่บ่น แต่มักจะแสดงออกโดยการกระทำเสมอ

 

นอกจากนี้ ก็ยังไม่เข้าใจว่า รัฐบาลพยายามจะโฆษณาซ้ำๆว่าสามารถทำให้ความสะดวกทางเศรษฐกิจดีขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 จากอันดับเดิมที่ 46 โดยไม่บอกความจริงว่าก่อนปฏิวัติอยู่ที่อันดับที่ 18 และที่ตกไปอันดับที่ 46 เพราะการปฏิวัติ ดังนั้นการที่อันดับดีขึ้นมานั้นยังไม่ถึงที่เดิมเลย

 

แม้กระทั่งการลงทุนของ อาลีบาบาและแจ๊ค หม่า ก็เช่นกัน ผู้เขียนเสียดายที่ไทยไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าของภูมิภาคเพราะแจ๊ค หม่าได้ตกลงและประกาศให้ประเทศมาเลเซียเป็นศูนย์กลางเมื่อพฤษภาคม ปีที่แล้ว หลังจากคุยกับผู้นำมาเลเซียเพียง 10 นาทีเท่านั้น และปัจจุบัน อาลีบาบาและแจ๊ค หม่าได้ลงทุนในมาเลเซียเป็นแสนล้านบาทแล้ว ในขณะที่อาลีบาบาพึ่งประกาศจะลงทุนในไทยจำนวน 11,000 ล้านบาทเท่านั้น การที่ได้เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้ากับการที่แค่อาลีบาบาเข้ามาลงทุนในไทยจะมีผลประโยชน์ต่างกันอย่างมากเพราะถึงอย่างไรอาลีบาบาคงต้องลงทุนในทุกประเทศของอาเซียนอยู่แล้ว ทั้งนี้ยังไม่รวมความกังวลที่อาลีบาบาอาจจะเข้ามาครอบครองธุรกิจออนไลน์ของไทยทั้งหมด รวมถึงข้อมูลบิ๊กดาต้าในพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการกำหนดยุทธศาสตร์ธุรกิจของอาลีบาบาในอนาคต และธุรกิจออนไลน์ของไทยที่กำลังโตวันโตคือก็อาจจะต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาลีบาบาได้ ความคิดที่ว่าแจ๊ค หม่า รวยแล้ว เขาแค่จะมาช่วยนั้น น่าจะเป็นความคิดที่อ่อนหัดทางด้านธุรกิจเกินไป

 

การส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่โดยไม่มองความอยู่รอดของธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยจะเป็นปัญหาอย่างมากในอนาคต และยิ่งจะทำให้ความเลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ของประเทศไทยย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ทั้งนี้เห็นได้ว่าตลอด 4 ปีนี้ มีแต่บริษัทใหญ่ๆและคนรวยเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากรัฐบาล ในขณะที่คนจนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กต่างมีรายได้ลดลงกันหมด ซึ่งพิสูจน์ได้จากโพลสำรวจทุกครั้งประชาชนให้รัฐบาลสอบตกทางการบริหารเศรษฐกิจมาโดยตลอดแม้ปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขั้นบ้างแต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ได้รู้สึกว่าได้รับประโยชน์จากการเติบโตเลย

 

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมานี้ เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่สามารถตัดสินได้ว่าการที่มีรัฐบาลที่ไม่ได้เลือกมาเอง แต่มีรัฐบาลที่ คิดเอง เออเอง และวิจารณ์ไม่ได้ ตำหนิไม่ได้ ทำให้ตนเองมีความเป็นอยู่ดีขึ้นหรือไม่ แนวความคิดของผู้นำที่ดูเหมือนจะหลงยุคจะสามารถนำพาประเทศก้าวหน้าเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกได้หรือไม่ ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมที่จะล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านกันหรือ หากคิดกันว่าอยู่กันไปเรื่อยๆ เพราะบ้านเมืองสงบ เพราะผู้ที่กำหนดว่าบ้านเมืองจะสงบหรือไม่สงบเป็นรัฐบาล แต่ความเจริญกลับถอยหลัง อนาคตของประเทศนี้จะเป็นอย่างไร หากมีการเลือกตั้งจริงและผู้นำประเทศคนเดิมกลับมาและบริหารแบบเดิม ประเทศไทยจะอยู่ในตำแหน่งไหนของแผนที่โลก สุดท้ายนี้ก็ต้องขึ้นกับประชาชนส่วนใหญ่ว่าจะตัดสินใจและจะอยากเห็นว่าอนาคตของประเทศนี้เป็นอย่างไร

 

matemnews.com 

17 พฤษภาคม 2561