Home ทั่วไป พลเอกประยุทธ์ประชุมเอกอัครราชทูต –กงสุลใหญ่-ผู้ว่าราชการ32จังหวัดชายแดน

พลเอกประยุทธ์ประชุมเอกอัครราชทูต –กงสุลใหญ่-ผู้ว่าราชการ32จังหวัดชายแดน

189
0
SHARE

 

 

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปที่กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา  พญาไท เมื่อตอนเช้าวันที่ 10 ส.ค.2561  เป็นประธานการประชุมร่วมระหว่างเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ไทย  ประจำประเทศเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เมียนมา เวียดนาม และมาเลเซีย   โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทยทุกด้าน 32 จังหวัด เข้าร่วมประชุมด้วย  เพื่อมอบนโยบายการพัฒนาจังหวัดชายแดนในมิติด้านการต่างประเทศ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาจังหวัดชายแดนของไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี รวมถึงรับฟังข้อเสนอของเอกอัครราชทูตไทยและผู้ว่าราชการจังหวัด  โดย กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 9-10 ส.ค.2561  เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงมหาดไทยในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการส่งเสริมการพัฒนาให้จังหวัดชายแดนมีความมั่นคง ความปลอดภัย อาชญากรรมข้ามชาติลดน้อยลง การค้าและการลงทุนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

พลอประยุทธ์  กล่าวแก่ผู้ร่วมประชุมว่า  ประเทศเรามีพื้นที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เราจึงต้องรู้เขารู้เราตามหลักการพิชัยสงครามของ “ซุนวู” ในวันนี้เป็นสงครามทางการค้า เมื่อรู้เขารู้เรา ก็ต้องหาความต้องการที่ตรงกันระหว่างเรากับเพื่อนบ้านและทุกประเทศทั่วโลก ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ของไทยกับต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม การค้าการลงทุนมีการพัฒนาที่เติบโตไปด้วยกัน   การบริหารราชการก็จะต้องปฏิรูปพร้อมเชื่อมโยงแบบไร้รอย แต่สิ่งเหล่านี้ยังมีอุปสรรค เพราะติดกฎระเบียบต่างๆ ทุกหน่วยงานจึงต้องปรับปรุงและเสนอข้อติดขัดต่างๆมาให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมาย  หลายประเทศมีผู้นำรุ่นใหม่   และคณะรัฐมนตรีใหม่ ตนจึงอยากให้ทุกคนติดตามศึกษารายละเอียดแนวคิดใหม่ๆของแต่ละประเทศ  ส่วนใหญ่มาจากแนวคิดประชาธิปไตยตะวันตก รวมถึงประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม เมื่อเขามีการเปลี่ยนรัฐบาล ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนท่าทีบ้างเล็กน้อย เราจึงต้องสร้างความเข้าใจ  การเจรจาข้อตกลงต่างๆที่เกิดขึ้นมาแล้วและจะมีขึ้นในอนาคตนั้น ก็ต้องมีการติดตาม ทบทวน และปรับปรุงให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน  ขณะที่ทูตไทยที่ประจำการในต่างประเทศจะต้องรู้ปัญหาและอุปสรรคของประเทศไทย เพื่อจะได้นำเสนอแก่ฝ่ายการเมืองของต่างประเทศ พร้อมหาแนวทางแก้ไข และทุกกระทรวงต้องมีระบบฐานข้อมูลหลัก หรือBig Data เพื่อไม่ให้การทำงานเกิดความซ้ำซ้อน โดยต้องแยกประเภทฐานข้อมูลให้มีความชัดเจนและตรงกับความต้องการของประชาชน   มีหลายฝ่ายอยากให้เราไปถึงตรงโน้น   เอาเรื่องราวนั้นมาใส่เข้าไปแล้ว ปัญหาเราที่มีมากอยู่ก็มากขึ้นไปเรื่อยๆ กระทั่งหาทางออกไม่ได้ เขาไม่รู้ในสิ่งที่เราทำไปแล้ว และเขาต่างพูดไปด้วยหลักการ ตนไปทะเลาะกับเขาไม่ได้ ทุกคนจะต้องช่วยกัน ส่วนสิ่งสำคัญที่สุดในนโยบายต่างประเทศ คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่อาเซียนให้ได้  ประเทศไทยกำลังจะเป็นประธานอาเซียนในปี 2562   ตอนนั้นใครจะเป็นรัฐบาลก็ไม่รู้ แต่ประเทศไทยยังเป็นเจ้าภาพ ตนขออย่าให้เกิดปัญหาเหมือนกับการประชุมผู้นำอาเซียนที่ประเทศไทย  เมื่อปี 2552 ที่ประชุมกันไม่ได้ โดยต้องไปทบทวนกันว่า  ใครเกี่ยวข้องบ้าง  ในการทำงานวันนี้ต้องใช้กลไก ทางกฎหมาย วิธีการใหม่เพื่อทำให้ไทยมีที่ยืนในเวทีโลก  ขณะที่การทำงานจะต้องยึดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายไทยนิยมยั่งยื   และนโยบายประชารัฐ ทั้ง 2 ส่วนนี้ไม่ใช่ประชานิยมและไม่ใช่นโยบายที่จะทำให้มีการสืบทอดอำนาจ

 

 

คลิกชมรูปของ เว็บไซต์รัฐบาลไทย

https://goo.gl/gWH4VU

 

https://goo.gl/vCygcq

 

matemnews.com 

10 สิงหาคม 2561