Home ไลฟ์สไตล์ ล้วงความลับ “นวดไทย” ผ่อนคลายรักษาโรคต้นตำรับวัดโพธิ์

ล้วงความลับ “นวดไทย” ผ่อนคลายรักษาโรคต้นตำรับวัดโพธิ์

275
0
SHARE

เชื่อว่าเป็นกันทุกคนที่ต้องบ่นว่าปวดตรงนั้นนิดปวดตรงนี้หน่อย เป็นบ่อยๆ คือเมื่อยตามเนื้อตามตัวอันเนื่องมาจากความเครียดในการทำงาน บ้างก็เป็นการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ที่เวลาส่วนใหญ่เราผูกติดอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือกดแป้นบนสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ  ทางเลือกหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ใช้คือ “การนวดแผนไทย” ตอนนี้ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ จนทำให้ธุรกิจร้านนวดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น

 

เล่าขานตำนาน “นวดวัดโพธิ์”

การนวดต้องยก “นวดแผนโบราณวัดโพธิ์” ยืนหนึ่งต้นตำรับการนวดสืบทอดต่อจากอดีตมาจนได้ความนิยมและแพร่หลายในปัจจุบัน โดยมีโรงเรียนนวดแผนโบราณ “เชตวัน” หรือโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เป็นผู้ทำหน้าที่รักษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ที่มีคุณค่าเหล่านี้

หากย้อนกลับไปเนิ่นนานการแพทย์แผนไทย และการนวดแผนโบราณ มีประวัติมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาท ดังปรากฎในกฎหมายตราสามดวงเล่ม 1 (พ.ศ.1988) บันทึกไว้ว่า “หลวงราชรักษาเจ้ากรมหมอนวดขวา และหลวงราโชเจ้ากรมหมอนวดซ้าย ถือนาดล 1,600 ไร่ ขุนภักดีองค์และขุนองครักษา ปลัดกรมขวาและซ้าย นาดล 800 ไร่ หมื่นแก้ววรเลือก หมื่นวาโยวาด หมื่นวาโยวาศ และหมื่นวาโยชัย นาดล 600 ไร่ …”

ภาพจาก http://www.watpho.com

สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ “วัดโพธาราม” หรือ “วัดโพธิ์” ขึ้นเป็นพระอารามหลวง ทรงรวบรวมการแพทย์แผนโบราณและโปรดเกล้าฯ ให้ปั้นรูปฤๅษีดัดตนในท่าต่างๆ เอาไว้ด้วย ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 3 มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ครั้งใหญ่ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมสรรพวิชาแขนงต่างๆ ทั้งความรู้ทางการแพทย์ ตำรายา ตำราโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ศาสนา การปกครอง รวมถึงตำราการนวด จารึกลงบนแผ่นศิลาประดับไว้ตามศาลาราย รวมถึงปั้นรูปฤๅษีดัดตนเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ศึกษา

ภาพจาก http://www.watpho.com

จนเมื่อปี 2498 ได้มีการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนขึ้นตามดำริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริ) เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณ ในด้านเวชกรรม เภสัชกรรม และการผดุงครรภ์ กระทั่งปี พ.ศ. 2504 ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  เสด็จมายังวัดโพธิ์และตรัสถามกับคณะครูของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณว่าได้มีวิชานวดสอนด้วยหรือไม่

 

ฟ้าประทานโอกาสดีพูดคุยกับตระกูล “ตั้งตรงจิตร”

เจอกันโดยมิได้นัดหมายเป็นลิขิตจากฟ้าให้เราได้มาพบ 4 บุคคลสำคัญทายาทรุ่น 2 และรุ่น 3 ของ “การนวดแผนไทย” คุณปรีดา ตั้งตรงจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) , คุณวัลลภ ตั้งตรงจิตร กรรมการผู้บริหารโพธาลัย เลเชอร์ ปาร์ค ,คุณวัลย์ณี ทวีแสงศิริ กรรมการผู้บริหารโพธาลัย เลเชอร์ ปาร์ค และ คุณชาญพจน์ ตั้งตรงจิตร รองผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์)

คุณปรีดา ตั้งตรงจิตร เล่าว่าตอนนั้นคุณพ่อ (นายกำธร ตั้งตรงจิตร อดีตนายกสมาคมแพทย์แผนโบราณ)  เรียกให้มาช่วยงานแต่ก็คิดอยู่นานเหมือนกันก่อนจะสินใจมาทำ ตนเองเป็นผู้จัดการอยู่บริษัท เวชภัณฑ์ไบเออร์ จำกัดมีหน้ามีตาในสังคม เพราะอาชีพหมอนวดคนดูถูกมากเรียกได้ว่าอยู่ใต้โคลนเลย

“วัดโพธิ์เป็นโรงเรียนแรกๆ ที่สอนแพทย์แผนไทย ตอนที่ผมกำลังสอบแพทย์แผนไทย เวชกรรม เภสัชกรรม ผดุงครรภ์ มีรับสั่งจากในหลวงรัชกาลที่9 ว่าไม่ได้สอนนวดด้วยหรือเราก็เลยรีบทำเอาขึ้นมาพัฒนาปรับปรุง มาตั้งแต่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 มีตำราชุดเก่าสมัยที่คุณพ่อ เป็นคนรวบรวมเอาไว้ไปถวาย  ศาสตร์การนวดไทยเป็นการรักษาพยาบาลแบบไทยๆ ตั้งแต่โบราณสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ลาลูแบร์ได้มีการบันทึกว่าคนไทยไม่เจ็บไข้ได้ป่วยเพราะมีการนวด พอระยะช่วงต้นๆ ปี 2500  ชื่อของการนวดแผนไทยมันเสียหายมากมันมีสีเทาสีดำเข้ามา พอในหลวงมีพระกระแสดำรัสถามเราก็เลยบริการสอนขึ้นมา เผอิญวัดโพธิ์เป็นต้นตำรับศาสตร์การนวดแผนไทยทั้งหมด เมื่ออยู่ในวัดเป็นการการันตีว่าไม่มีอะไรชั่วร้าย

การนวดก็เจริญก้าวหน้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2530 กว่าๆ มีกระแสความนิยมในเรื่องของสปา เมนูหลักของสปาก็คือการนวด เลยเกิดแนวคิดให้คุณวัลลภ กับคุณวัลย์ณี มาทำสถานที่ใหม่เพื่อจะอัพเกรดการนวดไทย ให้เทียบเท่าสปาและสู้กับสปาไปเลย พอปี 2536 กระทรวงพาณิชย์ มองว่าอาชีพหมอนวดสามารถเป็นอาชีพที่ส่งออกได้ เพราะตอนนั้นชาวต่างชาติสนใจเข้ามาเรียนเป็นจำนวนมากแล้ว และเราไปทำตลาดในต่างประเทศด้วย ทำเรื่อยมาจนถึงปี 2542  ได้มีพระราชบัญญัติแพทย์แผนไทยขึ้นมา”

 

นวดไทยมีศาสตร์

ปรีดา ตั้งตรงจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์)

ด้วยความที่ศาสตร์การนวดแผนไทยมีมาช้านานตั้งแต่สมัยอยุธยา ก็มีการปรับเปลี่ยนบ้างไม่ว่าจะเป็นความสุภาพ ท่าที่อันตรายก็ตัดทิ้งไป หรือว่าต้องถามถึงโรคประจำตัวด้วยเพื่อที่ทำให้การนวดไทยปลอดภัยขึ้น

“เราค้นพบอาการปวดกล้ามเนื้อ หมายถึงว่า มันจะตึง เกร็ง หด รั้ง และปวดทั่วสารพัดร่างกาย คือ ปวดที่เส้นประสาท อาการเหล่านี้แพทย์แผนปัจจุบันไม่มีวิธีรักษา แต่การนวดสามารถช่วยได้เรามีตำรา และได้มีการนำเสนอไปที่ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งประเทศไทย โดยสามารถวิเคราะห์ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วอาการปวดมันแก้โดยการนวดได้ ในหนังสือยกให้การนวดวัดโพธิ์เป็นส่วนหนึ่งด้วย การกินยาแค่หายปวด แต่การนวดคือรักษาที่ต้นเหตุ

สปาของต่างประเทศก็มีการนวดแต่นวดแบบสะเปะสะปะ ไม่มีศาสตร์ไม่มีองค์ความรู้แบบการนวดแผนไทย เรามีบันทึก มีเอกสาร ความแตกต่าง การนวดไทยมีการกด ดึง เหยียด และดัดตัว  ซึ่งมันมีตำรา ฤาษีดัดตน บางทีชาวต่างชาติไม่คุ้นเคยกับการนวด ต้องปรับการนวดให้เบาขึ้นและเหมาะสมกับความต้องการ พนักงานนวดจะต้องเรียน Anatomy เกี่ยวสรีระร่างกายด้วย” คุณปรีดา กล่าว

 

นวดตั้งแต่เด็กทารก

ปรีดา ตั้งตรงจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์)

“วัยทารกก็สามารถนวดได้แล้ว เพื่อพัฒนาการของเด็ก แต่ต้องนวดต้องระมัดระวัง นวดแบบเบาๆ บางทีเด็กที่คลอดมาอาจจะมีช่วงขาช่วงแขนที่ผิดปกติไป เราก็ต้องค่อยๆ ดึงค่อยๆ ดัด แก้ไขไป อย่างสมัยก่อนเด็กคลอดมาหมอตำแยจะมีการนวดดึงขาให้ ซึ่งมีการทำวิจัยว่าผู้หญิงญี่ปุ่นมักจะขาโก่งซึ่งทำให้เป็นโรคที่เกี่ยวกับมดลูก นอกจากนั้นเรายังนวดเพื่อการพัฒนาเด็กออทิสติกด้วย” คุณปรีดา กล่าว

 

นวดรักษาโรค ปวดปัสสาวะ, เซ็กส์เสื่อม

“การนวดแผนไทยเรารักษาที่ต้นเหตุ แต่ยาพาราเซนตามอนไปออกฤทธิ์สมอง ของเรากล้ามเนื้อตรงนี้ตึงตรงนี้ปมเป็นขอดเป็นไต เราก็แก้ในส่วนนั้น สังเกตุคนไทยนิยมการนวดมาก แต่คนต่างชาติเองมองแค่ว่าการนวดเป็นการแก้ปวดกล้ามเนื้อปวดหลัง แต่จริงๆ แล้วรักษาได้หลายโรค แม้แต่ปวดปัสสาวะแบบกระปริดกระปรอย คนที่ย่อนสมรรถภาพทางเพศ เราก็มีวิธีการนวดของเรา แพทย์ทางเลือกทุกแพทย์มุ่งมาที่การนวดแพทย์แผนไทยทั้งหมด มีการจับส่วนดีของแพทย์แผนไทยไปรวมกับของเขา แม้แต่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนที่ไปเปิดยังประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีการชักชวนไป เรามีการคุยกันระหว่างพี่น้องว่าเราจะเปิดเผยศาสตร์นี้ออกไปสู่สาธารณะชนหรือไม่ ไม่ใช่เราหวงวิชาแต่เราเปิดเผยเร็วเกินไปบางคนไม่รู้จริงเอาไปทำให้เสียวิชา ตรงนี้จึงค่อยเป็นค่อยไป ที่ละขั้นที่ละตอน” คุณปรีดา กล่าว

 

อาณาจักรแห่งการผ่อนคลาย

วัลลภ ตั้งตรงจิตร กรรมการผู้บริหารโพธาลัย เลเชอร์ ปาร์ค

ต่อยอดสู่ “โพธาลัย เลเชอร์ ปาร์ค” อาณาจักรแห่งการรักษาสุขภาพ บริการนวดและสปา ในบรรยากาศความสวยงามและสถาปัตยกรรมแกะสลักผนังโบราณของฤๅษีดัดตน และสัมผัสการนวดที่เป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวกับหัตถการผู้เชี่ยวชาญ พร้อมด้วย ฟิตเนส สนามไดรฟ์กอล์ฟระดับ 6 ดาว ต่อยมวย เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวมาใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ที่สำคัญสามารถใช้เป็นสถานที่แต่งงานได้อีกด้วย

คุณวัลลภ เล่าว่า “แต่เดิมวัดโพธิ์ดูธรรมดาๆ มีกระแสนิยมเรื่องทำสปาเกิดขึ้น เลยมาเปิดเป็น โพธาลัย เลเซอร์ ปาร์ค สถานประกอบการเพื่อสุขภาพเน้นในเรื่องของการนวดผ่อนคลายเป็นหลัก เช่น อาการเล็กๆ น้อยๆ ปวดหลังปวดคอทั่วไป มีพื้นที่ทั้งหมด 30 ไร่  เฉพาะพนักงานนวดมีประมาณ 70 คน

คนที่มาใช้บริการอายุราวๆ 40 ปีขึ้นไป ที่เขาต้องการการพักผ่อนและนวดที่เงียบสงบ สามารถรองรับได้ 100 คน ต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าแบบซุปเปอร์ VIP นักกอล์ฟ และเป็นคนไทยส่วนใหญ่ แต่ต่างชาติก็มีเข้ามาเหมือนกัน คนที่มาใช้บริการใช้เวลานวดราวๆ 2 ชั่วโมงขึ้นไป”

 

ยกระดับมาตรฐาน “นวดไทย”

คุณชาญพจน์ ตั้งตรงจิตร รองผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์)

คุณชาญพจน์ บอกว่า “เดิมทีการนวดไทยมันเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์แผนไทยที่เป็นเรื่องของการรักษา  หลังๆ เรามีปรับ นอกจากการรักษาแล้วมีการผ่อนคลายเข้ามาเสริม จากวิธีการกด วิธีการบีบ วิธีการดัดดึง ในเรื่องของเส้นนวดแนวนวด ของไทยเรียกว่าเส้นประธานสิบ เป็นเส้นที่วิ่งไปทั่วร่างกาย เรากดไปตามเส้นประธานสิบ การนวดแผนไทยเรามีการจารึก 80 ภาพ ทั้งหมดมีเป็นหมื่นๆ เส้น บนเส้นประธานสิบจะมีจุดแก้อาการต่างๆ จะมีเส้นที่บอกว่าควบคุมการมองเห็น หรือบางเส้นจะควบคุมการเคลื่อนไหวในร่างกายก็จะเป็นเส้นกาลทารี

เรามองว่าคนธรรมดาไม่ต้องเจ็บป่วยก็มาได้เรามาผ่อนคลาย หรือพอเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อยู่ที่บ้านยังไงก็เฉา มาพักผ่อน มานวด มาพบเจอสังคม พูดคุย ทำกิจกรรมร่วมกันได้ มองว่าต่อไปมันจะเป็นสถานที่ที่คนมาอยู่รวมกันมาใช้ชีวิตด้วยกัน

นวดไทยเป็นของคนไทย สิ่งที่เราทำเป็นการสื่อสารให้ศาสตร์นี้ออกไป คนอาจจะมองเรื่องของการนวดไทยไม่เหมือนกัน เรามองว่าเป็นเรื่องของเรารักษาสุขภาพ ภาพที่ไม่ดีเราก็พยายามลบออกไปให้ได้ อย่างโพธาลัยก็เป็นตัวอย่างดีๆ ที่เรายกระดับการนวดไทยขึ้นมา คนอาจจะไปเห็นการนวดตามบ้าน ตามร้าน หรือห้องแถว แต่เราคือนวดไทยในรูปแบบที่ชัดเจน มีการบริการการต้นรับที่ดีเยี่ยม ดูดีมีมาตรฐาน พนักงานมีการเรียนรู้และฝึกฝน”