Home ทั่วไป “พิชัย  นริพทะพันธุ์” เตือน รัฐบาล ตัวเลขเศรษฐกิจ ไม่สะท้อนความเดือดร้อนที่แท้จริง เย้ย 3 ปี กว่า พึ่งจะมาคิดช่วยคนจนเพราะต้องการหาเสียงใช่หรือไม่ แนะ...

“พิชัย  นริพทะพันธุ์” เตือน รัฐบาล ตัวเลขเศรษฐกิจ ไม่สะท้อนความเดือดร้อนที่แท้จริง เย้ย 3 ปี กว่า พึ่งจะมาคิดช่วยคนจนเพราะต้องการหาเสียงใช่หรือไม่ แนะ พัฒนากรอบคิดให้ทันโลก

1374
0
SHARE

 

 

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน  รัฐบาลพรรคเพื่อไทย  กล่าวในงานสัมมนา ผลงานด้านเศรษฐกิจ 4 ปี ของรัฐบาล คสช. รอดหรือร่วง? จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35  เมื่อเช้าวันที่ 14  ม.ค.2561 ว่า

 

4 ปี การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช. ล้มเหลว พิสูจน์ได้จากผลสำรวจโพลทุกสำนักทุกครั้ง   ที่ให้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาอันดับแรกของรัฐบาล คสช.  แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดจะไม่แย่ลงและดูเหมือนว่าจะดีขึ้นทั้งปี 60 และ ในปี  61 นี้ แต่ไม่ได้สะท้อนว่าความเดือดร้อนของประชาชนจะลดลง ทั้งนี้เพราะผลประประโยชน์การเจริญเติบโตตกอยู่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ได้มีการกระจาย และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดจาก การส่งออก และ การท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว หลังจากการส่งออกที่ตกต่ำและไม่ได้ขยายตัวมาหลายปี การท่องเที่ยวก็ขยายตัวเองตามศักยภาพเช่นกัน ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลเลย

 

ทั้งนี้ตลอด 3 ปีกว่าที่รัฐบาลบริหาร เศรษฐกิจโตเฉลี่ยเพียงปีละ 2.7% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมาก ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านโตเฉลี่ย ใน 3 ปีกว่านี้ สูงกว่าไทยมาก ขนาดประเทศสหรัฐยังโตสูงมาก จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไทยโตได้น้อยในขณะที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวดี

 

ทั้งนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังเพิ่มขึ้นตลอด โดยตนได้เคยขอให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยมาตลอด 3 ปีกว่า แต่รัฐบาลเพิ่งจะมาเริ่มดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในปีสุดท้าย ทั้งที่ควรทำตั้งแต่เริ่มเข้าบริหาร หากมีความตั้งใจจะช่วยประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง  นี่ก็จะออกงบประมาณกลางปีอีก 1.5 แสนล้านบาท ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าที่ต้องทำเพราะต้องการหาเสียงทางการเมืองใช่หรือไม่ เพราะเพิ่งจะประกาศตัวเองว่าเป็นนักการเมือง

 

อีกทั้งการให้บัตรคนจนซื้อของเฉพาะในร้านธงฟ้าประชารัฐที่มีผู้ผลิตไม่กี่รายได้ประโยชน์ จะถือเป็นการล็อกสเป็กจัดซื้อเพื่อเอื้อประโยชน์นายทุนบางรายใช่หรือไม่ จึงอยากให้ สตง. และ ปปช. เข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย

 

นอกจากนี้ ความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศยังเป็นปัญหา ยอดการลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำมาก ยอดขอบีโอไอ เหลือเพียง 6.4 แสนล้านเท่านั้น การลงทุนจริงยิ่งต่ำกว่ามาก และรัฐบาลไม่กล้าแถลงยอดการลงทุนใน EEC ที่ยังไม่ค่อยมีคนมาลงทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคงสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยจะหวังแต่การลงทุนในภาครัฐคงไม่ได้ แถมการลงทุนในภาครัฐก็เป็นไปอย่างช้ามาก ข้าราชการส่วนใหญ่คงอยากรอทำงานให้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่า เพราะสามารถตรวจสอบได้ ไม่อยากต้องตอบคำถามแบบคลุมเครือเหมือน ปปช. ที่ตอบเรื่องนาฬิกา

 

ทั้งนี้ อยากขอเตือนรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาหลายเรื่องเช่น ค่าบาทแข็ง พร้อมเพย์ล่ม  ที่ตนเคยเตือนไว้ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มใช้แล้ว และ บิตคอยน์  ที่อาจจะเป็นปัญหาได้ เป็นต้น โดยอยากให้รัฐปรับแนวคิดให้ทันโลกเพื่อประเทศไทยจะได้สามารถพัฒนาความสามารถในการแข่งขันได้

 

 

matemnews.com  14 มกราคม 2561