Home ประเด็นร้อนโซเชียล Top list ยาเสพติดที่วัยรุ่นไทยใช้ในปี 2019

Top list ยาเสพติดที่วัยรุ่นไทยใช้ในปี 2019

1710
0
SHARE

ในโรงเรียนแพทย์อาจไม่มีสอนแต่หมอต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ หมอผู้ชายน่าจะพอรู้บ้างแต่แพทย์หญิง 99% ผมว่าไม่รู้ พ่อแม่เด็กก็ควรอ่านนะครับ

1. ยาอี หรือ ยาเลิฟ (Ecstasy)
นิยมมากที่สุดในหมู่วัยรุ่นที่จัดปาร์ตี้ส่วนตัวที่ห้อง ที่เที่ยวกลางคืน กลุ่มวัยรุ่นที่มีฐานะนิยมมาก พกพาสะดวก มีสองรูปแบบ แบบแรกเป็นเม็ดขอบเรียบหรือมีรอยขีดแต่อีกด้านนึงจะพิมพ์รูปดอกไม้ สัตว์ต่างๆ หรือ ตัวอักษร เรียกว่า “Kitty” หรือ “Kitty Flipping” อีกรูปแบบจะเป็นผงเรียกว่า “Molly” ซึ่งนิยมน้อยกว่า วัยรุ่นจะเข้าใจเอาเองว่าปลอดภัยกว่า ยาบ้าหรือไอซ์ แต่หารู้ไม่ว่าออกฤทธิ์รุนแรงกว่าด้วยซ้ำไป กินง่าย ราคาไม่แรง วัยรุ่นจะบอกต่อกันมาว่าให้จัดคนละหนึ่งเม็ดไม่เกินนี้ มากกว่านี้อาจเสียชีวิต ไม่นิยมเอาไปผสมเหล้า วัยรุ่นเรียกว่า “หนม” ยาจะออกฤทธิ์ภายใน 30-45 นาที ทำให้เกิดความเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย แต่ไม่หัวเราะ กระตุ้นความไวต่อการสัมผัสและอารมณ์ทางเพศ อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ร้อนง่าย มีโอกาสเกิดภาวะ Hyperthermia กระตุ้นให้เกิดภาวะขาดน้ำ คอแห้ง ยาออกฤทธิ์ยาวนาน 3-6 ชั่วโมง เพียงพอสำหรับการมีความสุขตลอดคืน

ยาเป็นอนุพันธ์ของ ยาบ้า 3,4 methylenedioxy methamphetamine (MDMA) หรือ 3,4-Methylenedioxy amphetamine (MDA) จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ออกฤทธิ์ทั้งกระตุ้นและหลอนประสาทในเวลาเดียวกัน กระตุ้นการหลั่ง NE, Dopamine และ Serotonin ใน CNS และ ANS มีผลทั้ง Hyper- และ Hypotensive effect, vasoconstriction ในระดับยาที่สูงสามารถทำให้เกิด coronary vasospasm, myocardial ischemia (demand-supply mismatch) และ arrhythmia แม้ในคนปกติที่ไม่มีโรคหัวใจ

2. ยาเค หรือ ยามอมสาว (Ketamine)
นี่คือยายอดฮิตในการมอมสาว วัยรุ่นเรียกว่า “เค” “น้ำ” “ตบแป้ง” ผลิตออกมาในรูปของผงสีขาว ใช้สูดดม หรือ รูปน้ำ ฉีดเข้าเส้นเลือด ทั้งผงและน้ำสามารถเอามาผสมในเครื่องดื่ม สาวๆเวลาไปเที่ยวกลางคืนต้องระวังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก อาจต้องถือเครื่องดื่มไว้กับตัวตลอดเวลา ถ้าผู้ชายจะลากเราไปฟันจะผสมเคตอนที่เราเผลอ แตกต่างจากยาอี เคจะออกฤทธิ์เร็วมาก ผู้เสพจะเหมือนวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง เกิดภาพฝัน หลอน ล่องลอยในอากาศ ร่างกายขยับไม่ได้ตามสมองสั่ง ไม่สามารถขัดขืนได้ทั้งๆที่เห็นอยู่ว่าโดนผู้ชายอุ้มออกมา อยากจะตะโกนให้คนช่วยก็ทำไม่ได้ ยาออกฤทธิ์เร็ว แต่อยู่ได้ไม่นานไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็หมดฤทธิ์ แต่กว่าจะฟื้นอาการต้องรอนานถึง 24 ชั่วโมง ที่สำคัญจะทำให้สูญเสียความทรงจำระยะสั้นไป ช่วงที่โดนยาจนตื่นอาจจะเลือนรางจำเหตุการณ์ไม่ได้ทั้งหมด ไม่ทำให้ปาร์ตี้สนุกเหมือนยาอี จึงนิยมใช้เพื่อมอมสาวไปฟัน

Ketamine เป็นยาสลบที่ใช้ในทางการแพทย์ก่อนผ่าตัด รูปแบบยาจริงเป็นของเหลว จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 กลุ่มที่ลักลอบเอา Ketamine มาใช้อาจทำให้ระเหยและเปลี่ยนยาเป็นรูปผง Ketamine กระตุ้น [Ca] influx เป็น direct myocardial stimulant ให้ผลทั้ง positive inotropic และ chronotropic effect กระตุ้นให้เกิด arrhythmia ได้โดยเฉพาะกลไกที่เป็น cAMP-mediated ทั้งหมด ดึง BP ให้สูงขึ้นได้มากๆ

3. แมว (Alprazolam)
เป็นยาที่หาซื้อได้ใน social network ราคาถูกที่สุดในทุกกลุ่ม วัยรุ่นเรียกว่า “เม็ดม่วง” หรือที่บางคนเรียกว่า “ยาเสียตัว” เม็ดเรียกว่า “ตัว” กินเรียกว่า “ตบ” อาการหลังกินวัยรุ่นเรียกว่า “เมาแมว” Alprazolam เป็นยานอนหลับที่ออกฤทธิ์รุนแรง ใช้ในทางการแพทย์เพื่อรักษาอาการวิตกกังวลและช่วยให้นอนหลับ ลักษณะเป็นเม็ด นิยมผสมกินร่วมกับเหล้าเบียร์ ออกฤทธิ์ช้ากว่าเค แต่ฤทธิ์คงอยู่นานกว่า สามารถทำให้เสียความทรงจำได้เช่นเดียวกับเค หลังกินจะมีอาการง่วงซึม มึนงง สะลึมสะลือ ขาดสติ สูญเสียการทรงตัวและสูญเสียความทรงจำ สำหรับผู้ชายที่ลากสาวไปขืนใจ แมวจะต่างจากเค ตรงที่แมวจะหลับหรือหมดสติต่างจากเคที่ยังพอรู้ตัวและกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ แต่แมวราคาถูกกว่าหาซื้อได้ง่ายกว่า จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2

4. ไอซ์ (Methamphetamine)
วัยรุ่นนิยมเรียกว่า “ไอซ์” หรือ “เก็ต หรือ สเก็ต” เนื่องจากมีรูปร่างเป็นก้อนผลึกใสเหมือนน้ำแข็ง เสพด้วยการเผาไฟและสูดดมที่ระเหิดขึ้นมาซึ่งไม่มีกลิ่น แตกต่างจากการเอายาบ้าไปลนไฟซึ่งจะมีกลิ่น ไอซ์อยู่ในกลุ่มเดียวกับยาอี แต่แตกต่างตรงที่ ไอซ์จะกระตุ้นอย่างเดียวไม่หลอนเหมือนอี วัยรุ่นจะรู้สึกหึกเหิม ดีด มั่นใจในตัวเอง ก้าวร้าว อยู่นิ่งไม่ได้ เพิ่มความต้องการทางเพศ ในปริมาณที่สูงจะกระตุ้นให้ความดันโลหิตพุ่งสูง หัวใจเต้นเร็ว เต้นผิดจังหวะ ชักเกร็ง ได้ ไอซ์ถือว่าหายากที่สุดในบรรดายายอดฮิตทั้งหมด ใช้ในวงแคบ ต้องมีช่องทางในการหายามา ราคาค่อนข้างสูง จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1

5. เนื้อ (Cannabis)
กัญชา เรียก “เนื้อ” หรือ “ปุ๊น” หรือ “ใบหญ้าร่าเริง” ในวัยรุ่นสมัยก่อน เด็กรุ่นนี้บางกลุ่มเรียก “ชาเขียว” หรือ “หนม” ที่เรียก เนื้อ เพราะกลิ่นที่ลอยมาจะหอมมากคล้ายเนื้อวัวย่าง วัยรุ่นจะไม่สูบเพียวๆเลยเพราะจะแรงเกินไป ต้องเอามายำก่อน เครื่องยำมีหลากหลาย เช่น ยาเส้นในบุหรี่ ใช้นิ้วคลึงออกมาคลุกผสมในสัดส่วนที่พึงใจ เนื้อ:ยาเส้น 1:2 หรือ 1:3 เอามือคลุกและบีบอัดแน่น ก่อนใช้มีดคมๆซอยให้ละเอียด อาจพลิกแพลงเอาเหล้าพรม หรือใส่สารเสพติดอื่นๆเข้าไป ก่อนพันลำ ลงบ้องไม้ไผ่ดึงผ่านน้ำ หลังเสพ ระยะแรก จะล่องลอย ร่าเริง หัวเราะง่าย จากฤทธิ์ของ Tetrahydrocannabinol หลังจากผ่านไป 2 ชั่วโมง จะออกฤทธิ์กดประสาทแทน ลิ้นเริ่มพันกัน พูดไม่รู้เรื่อง ง่วงซึม

6. ยาเสียสาว (GHB)
ชื่อเต็มๆ คือ gamma-Hydroxybutyric หรือตอนนี้อาจจะต้องเพิ่มว่าเป็น “ยาเสียหนุ่ม” ด้วย ยาชนิดนี้มีผลออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ทำให้รู้สึกตื่นตัว รู้สึกสนุก รวมถึงการที่อยากมีเพศสัมพันธ์ด้วย ปัจจุบันพบการระบาดใช้ในสถานบันเทิงต่างๆ มากมาย ในทางการแพทย์เราใช้ยาชนิดนี้อยู่บ้างในการวางสลบ การผ่าตัด การทำคลอด รักษาโรคบางโรค เช่น โรคง่วงหลับ โรคพิษสุราเรื้อรัง มีการควบคุมการใช้ที่เข้มงวดโดยแพทย์ แต่ยาตัวนี้ถูกถอนออกจากบัญชียาตั้ง แต่ปี 2533 แล้วยา GHB มีทั้งชนิดเม็ด ชนิดผง หรือชนิดเหลว ที่นิยมใช้กันจะเป็นลักษณะเหลวใส เพราะใช้ง่าย มีรสเค็มเล็กน้อยกลมกลืนกับเครื่องดื่ม ในตลาดมืดจะเรียกว่า Liquid X หรือ Liquid E สามารถผสมกับเครื่องดื่มได้โดยที่เราไม่รู้ว่ามีส่วนผสมของยาชนิดนี้อยู่

อาการเมื่อเราโดนยา GHB จะแตกต่างกันไปตามขนาดยาที่ได้รับ หากได้รับปริมาณมากๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ ผลอาการจากยา GHB ที่พอจะสรุปได้ มีดังนี้ 1. หากได้รับปริมาณยาไม่มาก ช่วง 5-10 นาทีแรก จะมีอาการมึนงง คลื่นไส้ อาเจียน เคลื่อนไหวลำบาก 2. หากได้รับปริมาณยาขนาดสูง อาจทำให้เกิดการกดการทำงานของสมอง กดการทำงานของระบบหายใจ หมดสติ หรือเกิดการเสียชีวิตได้ 3. หากได้รับร่วมกับยาเสพติดอื่นๆ หรือแอลกอฮอล์ ก็จะทำให้เกิดผลเสียที่มากกว่าหลายเท่า

(ยาข้อ 6 ขอขอบคุณข้อมูลและคำแนะนำจาก Rama Channel: รศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล)

1412