Home ทั่วไป พลเอกประยุทธ์ไปบึงกาฬ

พลเอกประยุทธ์ไปบึงกาฬ

203
0
SHARE

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะไปจังหวัดบึงกาฬ เมื่อตอนเช้าวันที่ 12 ธ.ค.2561  พบปะประชาชนและประชุมครม.นอกสถานที่ โดยเว็บไซต์รัฐบาลไทยเสนอข่าวเป็นช่วง  ประกอบด้วย

นายกรัฐมนตรีเปิดตัวโครงการบูรณาการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อดูแลประชาชน อุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ จังหวัดบึงกาฬ

วันนี้ (พุธ 12 ธันวาคม 2561) เวลา 10.35 น. ณ วัดโพธาราม ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี เดินทางตรวจราชการจังหวัดบึงกาฬ พร้อมเปิดโครงการบูรณาการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อดูแลประชาชน อุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  และ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายกรัฐมนตรีกล่าวกับประชาชนที่มารอให้การต้อนรับว่า โครงการบูรณาการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อดูแลประชาชน อุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดตั้งขึ้นเพื่อสืบสานพระราชปณิธานด้วยความจงรักภักดีในการสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน ซึ่งทุกพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการแพทย์ การสาธารณสุขไทย ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ทั้งด้านการป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพ การรักษาโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศไทย

โครงการบูรณาการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ฯ จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพด้านต่าง ๆ โดยจะดูปัญหาสุขภาพช่องปาก ปัญหาทางสายตา ปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้ ยังมีบริการการฝึกอาชีพให้กับประชาชนเพื่อให้มีอาชีพที่หลากหลาย สามารถหาเลี้ยงชีพได้อย่างมั่นคง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้วางแผนปฏิรูปด้านสาธารณสุขเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสังคมมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน และเน้นดูแลทุกวัย เด็ก คนชรา ผู้ด้อยโอกาส บุคลากรสาธารณสุขจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยกันพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ช่วยกันขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพที่ดี ทั้งงานแพทย์ พยาบาล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นหน้าที่ที่ต้องมีความรับผิดชอบสูงขึ้นและเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ ดังนั้น รัฐบาลเล็งเห็นเรื่องสาธารณสุขเป็นประเด็นสำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานของการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน โดย “คน” เป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดการพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ และการเรียนรู้ตลอดเวลาเป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนและบุคลากรที่มีสุขภาพดี หลักคิดดี ปฏิบัติดี ย่อมเกิดประโยชน์ต่อการร่วมมือกันพัฒนาบ้านเมืองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วย

ในตอนท้าย  นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โครงการบูรณาการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อดูแลประชาชน อุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ด้วยบริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ จะเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล รวมพลังบุคลากรด้านสาธารณสุขหลายสาขา ออกให้บริการประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล 878 อำเภอทั่วประเทศและกรุงเทพมหานคร ใน 2 ช่วงคือ ระหว่างวันที่ 11 – 24 ธันวาคม 2561 และวันที่ 7 – 20 มกราคม 2562 และในวันนี้ได้จัดขึ้นพร้อมกัน 41 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้ ผู้แทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 15 คน มอบช่อดอกไม้และกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 อนุมัติในหลักการเพิ่มเงินค่าป่วยการให้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) จาก 600 บาท เป็น 1,000 บาท ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพประชาชนทั่วประเทศ ทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งเป็นระบบปฐมภูมิของโรงพยาบาลกว่า 9,000 แห่งทั่วประเทศ ที่ต้องอาศัย อสม. เป็นเครื่องมือสำคัญและกำลังหลักในการปฏิบัติงานในพื้นที่

จากนั้น นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ที่มาให้บริการประชาชน ทั้ง 6 รูปแบบ ประกอบด้วย หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้บริการทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ หน่วยวัดสายตา หน่วยสุขภาพจิตเคลื่อนที่ หน่วยแนะนำและฝึกอาชีพ และบริการอื่น ๆ  พร้อมร่วมพูดคุยกับประชาชนที่มารอรับบริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และกล่าวให้กำลังใจแพทย์ พยาบาลและ อสม. ที่มาปฏิบัติหน้าที่

อนึ่ง ก่อนหน้านั้น นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ได้เข้าสักการะหลวงพ่อพระใหญ่ พร้อมร่วมจุดบั้งไฟเล็ก เพื่อถวายบูชาแด่หลวงพ่อพระใหญ่ วัดโพธาราม ด้วย

วันนี้ (พุธ 12 ธันวาคม 2561) ณ วัดโพธาราม ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ยางพาราของไทยว่า ประเทศไทยทั้งประเทศมีการผลิตยางกว่า 4 ล้าน 5 แสนตันโดยประมาณ และมีการส่งออกเกือบ 4 ล้านตัน รวมทั้งต่างประเทศยังมีการปลูกยางเพื่อส่งออกเช่นกัน  โดยรัฐบาลให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า ระยะเร่งด่วน ทั้งนี้ ตราบใดที่สต็อกยางพารายังมีจำนวนมากกว่าความต้องการของตลาด  ราคายางก็ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ เช่นเดียวกับผลผลิตเกษตรอื่น ๆ ทั้ง ปาล์มน้ำมัน อ้อย  ดังนั้น การผลิตทางการเกษตร จำเป็นต้องเรียนรู้การตลาด และกติกาสากลด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ คือการดูแลผู้มีรายได้น้อย เพื่อสร้างเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาประเทศ ดังนั้น ประเทศจึงต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทการบริหารราชการ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาบรรยากาศบ้านเมืองให้มีความสงบสุข เพราะในปีหน้า ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียน และจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ด้วย

วันนี้ (12 ธันวาคม 2561) เวลา 11.40 น. ณ สวนสาธารณะหนองบึงกาฬและบึงสวรรค์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบปะประชาชนชาวจังหวัดบึงกาฬที่มาให้การต้อนรับประมาณ 5,000 คน

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับประชาชนตอนหนึ่งว่า รู้สึกชื่นใจและมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาพบกับพี่น้องประชาชน ได้เห็นรอยยิ้มที่แสดงถึงการต้อนรับจากใจ พร้อมกล่าวว่าการลงพื้นที่ในวันนี้ เพื่อมารับทราบความเป็นอยู่ พร้อมรับฟังปัญหาต่าง ๆ จากพื้นที่ และจะนำเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมต่อไป ซึ่งรัฐบาลพร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอต่าง ๆ จากทุกคน ทุกกลุ่ม แต่ขอให้เสนอผ่านช่องทางตามกระบวนการ ขออย่ารวมตัวประท้วง เพราะจะทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทั้งนี้ รัฐบาลพยายามทำให้ชาวบึงกาฬและทุกคนทั่วประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดี เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริต การทำผิดกฎหมาย รวมถึงการปล่อยปละละเลย หากพบการกระทำความผิดขอให้แจ้งมายังทางราชการ หรือแจ้งมายังนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเดินหน้าประเทศ  และย้ำว่าสิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงในวันนี้คือภาคการเกษตร จะต้องมีการกำหนดปริมาณ การผลิต คุณภาพ สินค้า และการตลาด ต้องให้ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว เติบโตมีความเข้มแข็งไปด้วยกัน  โดยการใช้เทคโนโลยีอย่างเท่าทัน ขอให้รับฟังข้อมูลจากรัฐบาล ช่วยกันศึกษา อย่าเชื่อสื่อโซเซียลที่บิดเบือน หากมีข้อสงสัยก็ขอให้สอบถามมาโดยตรง หรือค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการให้เงิน 500 บาทผ่านบัตรสวัสดิการฯ ว่า เป้าหมายหลักคือ เพื่อลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน ขอร้องให้นำเงินไปใช้อย่างเป็นประโยชน์ ซื้อสิ่งของที่จำเป็น ส่วนงบประมาณที่อนุมัติในการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ก็พิจารณาจากงบประมาณที่มีอยู่ เพราะไม่สามารถนำงบทั้งหมดมาช่วยประชาชนเพียงกลุ่มเดียวได้ รัฐบาลต้องดูแลสวัสดิการในด้านอื่น ๆ ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษาด้วย

สำหรับแผนบริการจัดการน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน นั้น  รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้วมากกว่า 2,000 โครงการ อนุมัติงบประมาณกว่า 19,000 ล้านบาท  ทำให้มีพื้นที่ทางการเกษตรที่จะได้รับประโยชน์มากกว่า 470,000ไร่ และกว่า 190,000 ครัวเรือนได้รับประโยชน์ ในปี พ.ศ. 2562 จะดำเนินการอีก 300 กว่าโครงการ และในปี พ.ศ. 2563 – 2565 มีแผนดำเนินการอีก 11 โครงการ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำให้กับประชาชน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกคนร่วมกันเป็นจิตอาสา ทำความดีช่วยเหลือประเทศ ทุกคนต้องมีจิตอาสา คือการทำความดีด้วยหัวใจ อันยิ่งใหญ่ของคนไทยทุกคน เพราะไม่ว่าจะเป็นใครทุกคนคือคนไทย และกล่าวยืนยันว่าไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้กำนันผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่ให้ดี ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน ทั้งนี้ เรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องความขัดแย้ง แต่เป็นเรื่องความสร้างสรรค์ ซึ่งการทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ที่ดีสุด คือการรับฟังนโยบายของทุกพรรค แล้วพิจารณาว่านโยบายพรรคใดดีที่สุด

จากนั้น นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมผลงานการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลของจังหวัดบึงกาฬ ดังนี้ 1) โครงการถนนยางพาราและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา 2) เกษตรแปลงใหญ่ 3) ข้าวครบวงจร 4) ผลิตภัณฑ์ OTOP 5) การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์หนองเลิง 6) โครงการคืนถังขยะ

ทั้งนี้ จังหวัดบึงกาฬมีพื้นที่ปลูกยางพารา 847,095 ไร่ มากเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยางพาราจึงเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ซึ่งจังหวัดมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นศูนย์กลางยางพาราด้านต่าง ๆ คือ 1) ศูนย์กลางการเรียนรู้วิชาการยางพารา ตั้งแต่คุณภาพยางพารา การจัดการวัตถุดิบ การแปรรูป การตลาด และการขนส่ง 2) ศูนย์กลางการซื้อขายและแปรรูปยางพารา โดยมีตลาดกลางประมูลยางพารากระจายอยู่ทุกอำเภอ จำนวน 97 แห่ง มีโรงงานรับซื้อและแปรรูปยางพารา 5 แห่ง และอยู่ระหว่างการก่อสร้างเพิ่มอีก 5 แห่ง และ 3) ศูนย์กลางการส่งออกยางพารา โดยผลผลิตยางพารา จะส่งออกไปตลาดต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ทางท่าเรือแหลมฉบัง และจากจังหวัดบึงกาฬไปประเทศจีนตอนใต้

โอกาสนี้  นายกรัฐมนตรี สาธิตการสร้างถนนยางพาราดินซีเมนต์ โดยนายนิพนธ์ คนขยัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ได้นำงานวิจัยของ ผศ.ดร.ระพีพนธ์ แดงตันกี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มาศึกษา พบว่าอัตราส่วนการทำถนนยางพาราดินซีเมนต์ 1 ตารางเมตร ใช้น้ำยางพาราสด 2 กิโลกรัม ผสมสารเคมีและปูนซีเมนต์ 20 กิโลกรัม ทั้งนี้ จ.บึงกาฬ ได้ริเริ่มดำเนินโครงการถนนพาราซีเมนต์แล้วเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ณ บ้านตาลเดี่ยว อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ความยาว 300 เมตร เป็นถนนระหว่างตำบล โดยมีคุณสมบัติที่ดีคือถนนปลอดฝุ่น ป้องกันการซึมผ่านของน้ำได้ดี และช่วยพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราไทย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ขณะนี้ ถนนยางพาราดินซีเมนต์ได้กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ อาทิ หนองบัวลำภู ขอนแก่น เชียงใหม่ และจะขยายไปยังท้องถิ่นอื่นทั่วประเทศ โดยนายกรัฐมนตรี ยังย้ำในช่วงช้ายว่า นี่คือตัวอย่างในการใช้ยางพาราในประเทศ

———————–

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษกhttps://goo.gl/zBKM9L

Matemnews.com   12  ธันวาคม 2561

12 ธันวาคม 2561