Home ข่าวทั่วไปรอบวัน พลเอกประยุทธ์ไม่ตอบประเด็นถวายสัตย์ไม่ครบ

พลเอกประยุทธ์ไม่ตอบประเด็นถวายสัตย์ไม่ครบ

118
0
SHARE

 

 

คลิปของ BBC Thai

 

 

 

การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้า ในญัตติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  นำครม.กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 16 ก.ต.2562  ที่รัฐสภา เกียกกาย แต่เช้า 18 ก.ย.2562 ดำเนินมาจนถึงเวลา 15.15 น. พล.อ.ประยุทธ์  ยกมือขอภิปรายตอบคำถามของฝ่สยค้าน  ประเด็นแถลงงบประมาณต่อรัฐสภาฯไม่บอกตัวเลขที่มาของเงิน ว่า

 

“การบริหารงบประมาณรัฐบาลและผมเคารพและดำเนินการตามนโยบายเงินการคลังอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงผลดีผลเสียในการดำเนินการ มีการดูแลประชาชนทุกภาคส่วนทั้งประเทศ ป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองก่องบผูกพันจนเป็นภาระของงบประมาณ และคำนึงถึงผลดีผลเสียในการดำเนินการมีการดูแลประชาชนทุกภาคส่วนทั้งประเทศ  ไม่ใช่ดูแลเฉพาะพื้นที่พรรคของตัวเองเท่านั้น ส่วนประเด็นที่มาของรายได้นั้น รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีนโยบายหลัก 12 ด้าน และมีนโยยายเร่งด่วนอีก 12 ด้าน

 

 

 

ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังรีดภาษีประชาชน  โดยจัดเก็บภาษีอย่างเท่าเทียม ยุติธรรม  การจัดทำงบประมาณต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมายวินัยการเงินการคลัง รวมถึง พรบ.งบประมาณ พ.ศ.2561 นโยบายหาเสียง แม้จะหาเสียงกันมาอย่างไรก็ตามตรงนั้น  ถือเป็นความต้องการของประชาชน และเป็นความตั้งใจของพรรคการเมือง แต่เมื่อเป็นรัฐบาลก็ต้องดูในรายละเอียดตรงนี้ให้ดีที่สุดว่าทำได้หรือไม่อย่างไร  ผมได้รวบรวมนโยบายของทุกพรรคการเมืองซึ่งมีความหลากหลายคล้ายคลึงกัน จัดกลุ่มอยู่ในนโยบาย 12 ด้าน  รับนโยบายของทุกพรรคไม่เฉพาะแค่ของรัฐบาล แต่ถ้าเราตั้งวงเงินทั้ง 12 ด้าน จะใช้เงินมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลต้องบริหารงบประมาณที่มีอยู่เช่นปีนี้ตั้งไว้ 3.2 ล้านล้านบาท  มีสัดส่วนการใช้จ่ายแต่ละด้านอยู่  แต่หากนำนโยบายทั้ง 12 ด้านมาบวกเพิ่มเราต้องหาเงินให้ได้ 5-6 ล้านล้านบาท จึงต้องซอยย่อยนโยบายออกมาแล้วทั้งหมดจะตอบตอนที่ทำงบประมาณปี 2563 ก็จะดูว่าจะนำเงินจากไหนมาใช้ตรงไหน ดังนั้นการเดินหน้าตามนโยบายต้องไปทีละขั้น เพราะต้องดูแลคนทุกภาคส่วนทั้งประเทศไม่ใช่ดูแลแต่เฉพาะพื้นที่พรรคของท่าน รัฐบาลนี้ไม่ได้มองอย่างนั้นเลย  อันนี้ต้องเข้าใจมันไม่เหมือนเดิมทั้งสิ้น รัฐบาลก่อนหน้านี้กำหนดไว้อันเดียวเท่าที่ผมอ่านมาทั้งหมดแล้วมีอันเดียวคือนโยบายจำนำข้าว 15,000 บาทต่อเกวียน แล้วเป็นอย่างไรระบุไว้แล้วมันเป็นอย่างไร ท่านอย่าลืมตรงนี้ ผมไม่ไปกล่าวว่าใครทั้งสิ้น เรื่องที่ฝ่ายค้านระบุว่ารัฐบาลนี้ก่อนหนี้สาธารณะเยอะผมจำเป็นต้องชี้แจงในเรื่องนี้ เพราะฝ่ายค้านหยิบยกมาพูดในบางประเด็นเท่านั้น ต้องพูดในภาพรวม เมื่อสมัยรัฐบาลปี 2556-2557 พบว่ารัฐบาลช่วงนั้นเมื่อเทียบกับรัฐบาลเมื่อปี 2558-2562  แล้ว รัฐบาลชุดดังกล่าวกู้เงินเฉลี่ย 4.8 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลนี้กู้เพียง 4.4 แสนล้านบาท ซถือว่ากู้น้อยกว่า  ยืนยันว่าเศรษฐกิจวันนี้ไม่เหมือนปี 2540 วันนี้อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นเศรษฐกิจของประเทศบ้าง ถ้าไม่เชื่อมั่นก็มาว่ารัฐบาล เอาตัวเลขมาจากไหน ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ตามที่มีการบอกว่าเป็นการร่างมาเพื่อผมนั้น ยืนยันอีกครั้งว่าผมไม่ได้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.เป็นคนร่าง ผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับท่านเลย จำไว้ผมจะไม่ยุ่งกับเขา เมื่อสักครู่ท่านพูดคำว่า ผมไปใช้กลไกเหนือทั้ง 3 อำนาจ ผมพูดถึงกรณีมาตรา 44  ท่านอย่าเอาเฉพาะประเด็นมาพูดตรงนี้ผมพูดถึง 44 ตรงนั้นเพื่อจะปลดล็อคอะไรต่าง ๆ มันถึงได้ไงเพราะกฎหมายเขาเขียนไว้อย่างนั้นท่านเอามาตี พันกันอย่างนี้ไม่ได้ ผมรับไม่ได้. อย่างไรก็ตามถึงแม้ 5 ปีที่ผ่านมาจะเป็นรัฐบาลก่อนหน้าการเลือกตั้งก็ตาม แต่ผมเคารพในหลักการของรัฐธรรมนูญทุกตัว จำเป็นต้องฟังผมบ้าง ผมไม่เคยที่จะไปล่วงละเมิดไม่มีที่จะทำอะไรเสียหาย  ในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราไม่ได้ช่วยผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงอย่างเดียว เดิมเรากำหนดให้ซื้อเฉพาะที่ร้านธงฟ้าแต่ปัจจุบันสามารถที่จะไปซื้อร้านข้างนอกได้ แต่ร้านค้าจะต้องขึ้นทะเบียนเพียงแต่บางร้านไม่ยอมขึ้นแล้วจะให้ต้นทำอย่างไรเรื่องนี้ฝ่ายค้านต้องช่วยผม ไม่ใช่ไปตีอยู่ข้างล่าง แล้วถ้าฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลก็จะรู้ว่าตัวเองก็ทำไม่ได้เช่นกัน  วันนี้ก็ขอบคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายนะคร้าบ จะเห็นว่าผมก็ยิ้มให้ท่าน จะท่านหมอหรือท่านอะไรผมก็ยิ้มให้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าวันนี้ผมดุเดือดน้อยกว่าเก่าเยอะ ผมรักท่านทุกคนนั่นแหละ เพราะท่านคือคนไทย นี่คือประเทศไทยประเทศนี้ ท่านไม่ใช่คนประเทศอื่น จะเอากันให้เป็นให้ตายหรืออย่างไร แล้วประเทศไทยจะอยู่ตรงไหน ประชาชนของท่านจะอยู่ตรงไหน เอาละขอจบคำชี้แจงเพียงเท่านี้”

 

พูดจบ พล.อ.ประยุทธ์  ก็เดินออกจากห้องประชุมสภา  รวมเวลา

อภิปรายประมาณ 25 นาที ไม่มีชี้แจงประเด็นถวายสัตย์ไม่ครบ

 

ระหว่างเดินไปขึ้นรถ  คณะนักข่าวถาม ว่า หลังจากร่วมพิธีมหามงคลบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แล้วจะกลับสภาเพื่อมาตอบคำถามอีกหรือไม่ ตอบว่า

 

“รับข้อเสนอไว้ทั้งหมด เดี๋ยวมีคนตอบให้ ส่วนเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบเป็นสิทธิ์ที่จะไม่ตอบ”

 

นักข่าวถามเน้น นายกฯ ยังไม่ได้ชี้แจงเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า

 

“เดี๋ยวมีคนชี้แจง ผมให้แนวทางชี้แจงไปแล้ว รองนายกฯ วิษณุจะเป็นผู้ชี้แจงW

 

ถาม นายกฯ จะไม่กลับเข้ามาสภาอีกแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า

“งานสวดมนต์เลิก 3 ทุ่ม ถ้ากลับมาคงเลิกประชุมแล้ว จะเอาอะไรกับผมนักหนาW

 

นักข่าวถาม  วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าหัวหน้า คสช.ไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ท่าน รู้สึกสบายใจหรือไม่ ตอบว่า

 

“เหรอ ยังไม่รู้เลย ไม่รู้เรื่องแล้วเชื่อศาล และเคารพศาลหรือไม่ ก็เป็นไปอย่างนั้นแหละ”

 

พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากสภาไปแล้ว   นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ยกมืออภิปรายต่อที่ประชุมว่า

“ประเด็นของการถวายสัตย์ปฏิญาณ คือใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร แต่บางคนอาจไม่เข้าใจผมขอลำดับความว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 หลังจากทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. รวม 36 คน ต้องเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระพักตร์พระมหากษัตริย์ตามถ้อยคำก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161  ในวันดังกล่าวมีผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้าราชการ และผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์เข้าร่วมในพิธี  นายกฯ ได้ล้วงหยิบเอาบัตรแข็งออกจากกระเป๋า ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติเดียวเหมือนกับนายกฯที่ผ่านมาในอดีต ไม่ได้สลับ หรือเปลี่ยน บัตรแข็งที่หยิบ เป็นกระดาษที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เตรียมไว้ เหมือนกับที่เตรียมไว้ให้นายกฯทุกคนในอดีต แต่มีนายกฯ คนเดียวที่จำแม่น ไม่เคยหยิบ คือ นายชวน หลีกภัย แต่นายกฯ คนอื่นกลัวพลาดต้องหยิบล้วงจากกระเป๋าเสื้อ เหมือนกับพล.อ.ประยุทธ์ ในกระดาษนั้นหน้าแรก คือ คำเบิกตัว และหน้าสอง เป็นคำถวายสัตย์ปฏิญาณ  โดยทุกคนกล่าวตามไปทีละท่อน จนจบตามที่นายกฯ กล่าว ผมบอกไม่ได้ว่าถ้อยคำที่นายกฯอ่านและคนกล่าวตามมีว่าอย่างไร ไม่ทราบเบื้องหน้าเบื้องหลังที่อ่านไปตามนั้นและแค่นั้นเป็นเพราะเหตุใด  ผมขออธิบายรวมว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์  เพื่อยืนยันต่อความไว้วางใจต่อตัวผู้กล่าวนำคำปฏิญาณตนนั้น คือ พระมหากษัตริย์ไว้วางใจ ในตัวรัฐมนตรีที่กล่าว ที่บอกว่า นายกฯ หรือผมอาจจะผิด แต่เข้าใจในเจตนารมณ์ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้เช่นนั้น แต่คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญต่อประเด็นที่เกี่ยวข้อง หน้าที่2 บรรทัดที่3 ดังนั้นการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ครม. และ พระมหากษัตริย์  อาจมีบุคคลโต้แย้งว่า ทำไมบังอาจทำให้ไม่เหมือนที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้  การถวายสัตย์ปฏิญาณต้องมีผู้รับถวาย  ผมอดคิดไม่ได้ว่าไม่มีใครมีสิทธิเปลี่ยนแปลงถ้อยคำนั้น ใครจะอนุญาต หลังจากกล่าวคำถวายสัตย์ มีพระราชดำรัสตอบ และมีสาระสำคัญคือให้ไปปฏิบัติหน้าที่ได้  การถวาสัตย์ปฏิญาณผมขอขีดเส้นใต้ เพราะการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือสาบาน รัฐธรรมนูญฉบับใดๆ  ที่เริ่มตั้งแต่ ฉบับปี 2492  จนถึงปัจจุบัน ตามความหมายนั้นจงใจแยกคำ คือ  ปฏิญาณตน และ ถวายสัตย์ปฏิญาณที่มีความมุ่งหมายต่างกัน กล่าวคือ ส.ส.กล่าวปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ แต่ ครม. ไม่ได้ปฏิญาณตน แต่ใช้วิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน ทั้งนี้รัฐธรรมนูญ ระบุถึงการปฏิญาณตน ใช้กับบุคคล 3 ประเภท คือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องปฏิญาณตนต่อที่ประชุมรัฐสภา, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  และ สมาชิกวุฒิสภา ในที่ประชุม หลายคนพูดถึงนายบารัค โอบาม่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวสาบานตนไม่ครบ แล้ววันรุ่งขึ้นได้กล่าวใหม่ แต่เมื่อสืบค้นให้นานกว่านั้น สมัยนายริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวสาบานไม่ครบ แต่ไม่ได้ทำอะไร  หลายคนวิตกกังวลว่าหากทำไม่ถูก จะโมฆะ อย่าฝันร้าย เพราะไม่มีเหตุที่เกิด ไม่มีปัญหา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ไม่รับคำร้องทั้งหมด และให้เหตุผลตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาความของศาลฯ ระบุไว้ คือ เป็นความเห็นเอกฉันท์ของศาลไม่รับ เพราะเป็นเรื่องทางการเมือง และเมื่อจบการถวายสัตย์ปฏิญาณจบ พระมหากษัตริย์พระราชทานพระราชดำรัสเพื่อให้ ครม.น้อมนำเป็นแนวทางทำงาน และต่อมาครม. ได้เข้ารับพระราชดำรัสที่เป็นลายลักษณ์อักษร  ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงสั่งว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณจึงไม่อยู่ในอำนาจตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด ซึ่งสภาฯ คือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่นกัน  ส่วนที่ส.ส.จะยื่นเพื่อเอาผิดทางจริยธรรมนั้น ขอชี้ช่องว่า  หากจะเอาผิดตามมาตรฐานทางจริยธรรม ขอให้ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ ส่งเรื่องไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  รัฐบาลมีหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยกำลังใจและมุ่งมั่นปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามคำถวายสัตย์และพรที่ได้พระราชทาน”

 

นายสุทิน คลังแสง  ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย  ประธานวิปฝ่ายค้านอภิปรายปิด

 

“ การอภิปรายวันนี้ตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานี้ ก็ไม่มีอะไรมากมาย เนื่องจากมีเรื่องอยากจะถือว่าเราเองได้เห็นพฤติกรรมของท่านนายกฯ แล้วเราพบ และไม่สบายใจเป็นกังวลเป็นอย่างมาก เพราะท่านจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเป็นประจำ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ทำให้เราอดรนทนไม่ไหว มีความกังวลในอนาคตว่า ถ้าไม่เตือนสติบ้าง ไม่สอบถามกันบ้าง ไม่ปรึกษาหารือกันบ้าง ก็จะมีปัญหามาก เพราะถือเป็นการผิดรัฐธรรมนูญมาตราสำคัญ คือ มาตรา 161 วรรค 2 ในเรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์องค์พระมหากษัตริย์  ทุกคนคิดว่านายกฯ จงใจทำทุกอย่างผิดตามรัฐธรรมนูญ และมีความกังวลต่อความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล คล้ายกับมีเครื่องบินชื่อว่าประเทศไทย และมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ขับ ที่ทำผิดกฎจราจรและขับแบบฉวัดเฉวียน ผู้โดยสารคือประชาชนสอบถามถึงเหตุผล แต่ผู้ขับไม่บอกว่าจะพาผู้โดยสารด้วยความปลอดภัย แต่หันมาด่าผู้โดยสารด้วยอาการมึนเมา ไม่ทราบว่าเมาจากยาบ้า หรือเมาอำนาจ จะทำให้ผู้โดยสารเชื่อมั่นได้อย่างไร วันนี้จึงมาถามและเสนอแนะ พร้อมบอกให้ท่านกลับใจและลาออก หากท่านกล้าทำผิดขนาดนี้ อนาคตอาจทำผิดกฎหมายได้อีกแต่นายกฯ ไม่ให้คำตอบ และให้สัมภาษณ์ข้างนอกว่า จะไม่ลาออก ไม่ปรับ ครม.และที่ไม่ตอบ เป็นสิทธิ์ของนายกฯ ถือเป็นสิ่งที่ทำให้พวกผมเสียใจและผิดหวัง เช่นเดียวกับคำชี้แจงของ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ได้ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรมชัดเจน และถือว่ามาตรา 161 วรรค 2 ไม่มีผลบังคับใช้  ที่รัฐบาลปัจจุบันยืนยันว่าไม่ผิด ถือว่าทำให้ประเทศไทยมีความลักลั่นทางกฎหมาย เพราะอาจมีผู้ที่ตอกย้ำว่ารัฐบาลปัจจุบันทำอะไรไม่ผิด แต่อีกรัฐบาล หรือคนที่เป็นนายกฯ ทั้ง นายทักษิณ ชินวัตร หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือตน เป็นนายกฯ ทำอะไรผิดตลอด อาจเป็นสร้างความขัดแย้งไม่ปรองดอง เพราะมีความเหลื่อมล้ำทางกฎหมาย  สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป คือ สังคมมองว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่เชิดชูพระเกียรติยศ ผมชื่นชมท่านวิษณุมาก แต่มาวันนี้ผิดหวังมาก เพราะท่านพูดเท็จ ที่บอกว่านายกฯ ทุกคนหยิบมาอ่านคำถวายสัตย์ทุกคน เพราะผมทราบว่าเจ้าหน้าที่ได้จัดลำดับและอธิบายขั้นตอนการถวายสัตย์ทุกขั้นตอน ทำไมไม่พูดตาม ถ้าพูดมันผิดตรงไหน ถ้าพูดคำนั้น และทำไมไม่พูด หรือพูดไม่ได้ ถ้าถวายสัตย์ไม่ครบ ถ้าเป็นคนอื่นรับได้หรือไม่ แต่ถ้าเป็นนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผมเชื่อว่าแหลกเป็นจุล  ชาวบ้านพูดว่ารัฐบาลชุดนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด ต่อไปการถวายสัตย์หมดความศักดิ์สิทธิ์ คนไม่ต้องเคารพนับถือ   เหมือนบ้านหนึ่งมีศาลพระภูมิเจ้าที่ ที่ทุกคนในบ้านกราบไหว้ และสั่งสอนให้ลูกหลานกราบไหว้ ทำให้ศาลพระภูมิถูกยกให้สูงส่ง เป็นร่มโพธิ์ แต่หากไม่ทำ ลูกหลานไม่กราบไหว้ หรือเฉยเมย ในที่สุดพระภูมิเจ้าที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ จะลดลง หมู หมา กา ไก่ จะเยี่ยวใส่ นายกฯ ฐานะผู้บริหารประเทศ ต้องทำสิ่งที่ต้องทำ คือ ให้ประเทศมีขื่อมีแป ธำรงไว้ในระบบยุติธรรม พร้อมยกให้สูงขึ้น แต่ท่านกลับละเลย ไม่ยกยอพระเกียรติ   อาจเกิดเหตุการณ์ที่ลูกหลานไม่เคารพศาลพระภูมิได้ ผมขอเสนอแนะให้นายกฯ ลาออก แล้วเลือกตั้งกลับมาใหม่  เชื่อว่าท่านจะได้กลับมา และพวกผมยินดีเป็นฝ่ายค้านต่อ”

 

นายสุทิน  อภิปรายจบ  เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อ่านรายงานสรุปผลการทำงานของสภาผู้แทนฯ ในสมัยประชุมนี้แล้ว นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่ 1  กล่าวขอบคุณสมาชิกที่เข้ามาประชุม และกล่าวชื่นชมว่า บรรยากาศการประชุมของสมาชิกสภาชุดนี้ มีบรรยากาศที่ดีมาก ทำให้ภาพลักษณ์ของประชาชนมองมายังที่สภาดียิ่งขึ้น   แล้วปิดประชุม

 

matemnews.com 

18 กันยายน 2562