Home ข่าวทั่วไปรอบวัน DSI ยื่นศาลแล้วขอถอนประกัน ขอใส่กำไล EM ชัยวัฒน์กับพวก

DSI ยื่นศาลแล้วขอถอนประกัน ขอใส่กำไล EM ชัยวัฒน์กับพวก

102
0
SHARE

 

 

ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มาถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี  เมื่อ 11 น.วันที่ 18 พ.ย.2562 แล้วยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว

 

“นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร”

ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี)

ผู้ต้องหาที่ 1 ในคดีร่วมกันฆ่า บิลลี่ – นายพอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยง เมื่อปี 2557 และถูกออกหมายจับพร้อมพวกรวม 4 คน ประกอบด้วย

 

นายบุญแทน บุษราคำ,

นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ

นายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ

 

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2562 และศาลอาญาคดีทุจริต ฯ มีคำสั่งให้ผู้ต้องหาทั้งสี่ประกันตัวไปโดยตีราคาประกันคนละ 8 แสนบาท แต่เนื่องจากภายหลังนายชัยวัฒน์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายแขนง เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคดี และอาจไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานได้

 

คำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวนายชัยวัฒน์สรุปว่า  ตามที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้ยื่นคำร้องขอฝากขังพร้อมคัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา เนื่องจากการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง หากได้รับการประกันตัว จะหลบหนีหรือยุ่งเหยิงพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น และจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนเป็นอย่างมาก ประกอบกับภรรยาผู้เสียชีวิตได้ขอคัดค้านการประกันตัวด้ว ซึ่งศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ผู้ต้องหาที่ 1-4 ได้รับการปล่อยชั่วคราวนั้น ปรากฏว่า ภายหลัง  นายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่1 ซึ่งได้รับการปล่อยชั่วคราวก็เดินทางไปพบสื่อมวลชนและให้สัมภาษณ์สื่อมวลหลายช่องทางทั้งทีวี ออนไลน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ หลายวาระต่างกัน ซึ่งได้แนบเอกสารและคลิป

 

พนักงานสอบสวนดีเอสไอเห็นว่า  คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญที่มีการกล่าวหาผู้กระทำผิดที่เป็นเจ้าหน้ารัฐระดับสูง  จึงมีความยากลำบากในการแสวงหาพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์เนื่องจากพยานไม่กล้าให้การ ในคดีนี้ ดีเอสไอจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากพยานที่ส่วนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาที่ 1 และเกี่ยวข้องกับสถานที่เกิดเหตุ  หน่วยงานรัฐที่ผู้ต้องหาที่ 1 รับราชการอยู่  และถือเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของหน่วยงานดังกล่าว การให้สัมภาษณ์ของผู้ต้องหาที่ 1 มีเนื้อหาบิดเบือนการสอบสวนและการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนดีเอสไอมีเจตนาสร้างความสับสนในการปฏิบัติหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ทำให้พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์และต้องการให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนฯ อาจเกิดความเข้าใจผิดในการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอและไม่ให้ความร่วมมือทำให้มีความยากลำบากในการสอบสวน

 

นอกจากนี้การให้สัมภาษณ์ของผู้ต้องหาที่ 1 มิใช่การแสดงความเห็น ติชม โดยสุจริต เนื่องจากคดีนี้ดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1 ต่อหน้าทนายความโดยให้โอกาสในการแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประพฤติ ตาม ป.วิอาญามาตรา134 วรรค 4 แต่ผู้ต้องหาที่1 กับพวกไม่ให้การข้อเท็จจริงโดยปฏิเสธให้การทุกคำถาม แต่กลับไปให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในประเด็นสำคัญต่างๆต่อเสื่อมวลชน โดยผู้ต้องหาที่1 เป็นข้าราชการทราบดีว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอไม่อาจชี้แจงตอบโต้หรือแสดงพยานหลักฐานในสำนวนต่อสื่อมวลชนได้ เพราะถือเป็นความลับในการสอบสวน  จึงเห็นได้ว่าการกระทำ ของผู้ต้องหาที่ 1 นอกจากไม่ใช่เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตและยังมิใช่เป็นการสู้คดีตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่มีเจตนาพิเศษต้องการให้สังคมสับสนเข้าใจผิด กดดันการสอบสวน อีกทั้งการที่ผู้ต้องหาจะเข้าพื้นที่เกิดเหตุย่อมส่งผลทางจิตวิทยาให้บุคคลในพื้นที่หวั่นไหวไม่กล้าให้การหรือความร่วมมือ

 

การกระทำดังกล่าวของนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 ถือได้ว่าเป็นการยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานและเป็นอุปสรรค เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนตาม ป. วิอาญามาตรา 108/1 (2)( 5) ด้วยความจำเป็นดังกล่าวจึงขอศาลได้โปรดพิจารณาวินิจฉัยการปล่อยชั่วคราวนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่1 หรือขอให้กำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1-4 ดังนี้ คือ

 

ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาที่1 สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับคดีนี้ หรือให้ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตอันส่งผลกระทบต่อการสืบสวนสอบสวน

 

 

  1. ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาที่1-4 เข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พนักงานสอบสวนได้พบวัตถุพยานอันสำคัญ และยังมีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องในคดีจำนวนมากอาจทำให้พยานเกิดความเกรงกลัว ไม่กล้าให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแก่พนักงานสอบสวนให้และผู้ต้องหาที่1- 4 อาจจะเข้าไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อพยานหลักฐานที่อยู่ระหว่างรวบรวมเพิ่มเติม

 

  1. ให้ผู้ต้องหาที่1-4 ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคหรืออุปกรณ์อื่นหรือกำไลอีเอ็ม ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของผู้ต้องหาที่1-4 เพื่อป้องกันกันการหลบหนีและผ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ขอให้ห้ามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่อุทยานแก่งกระจานอันจะเกิดความเสียหายต่อการรวบรวมพยานหลักฐานตาม ป.วิอาญามาตรา 108 วรรคท้าย หรือเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นควรพิจารณา

 

ศาลรับคำร้องไว้พิจารณาและนัดพร้อมสอบถามคู่ความทั้งสอง ฝ่ายเกี่ยวกับคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว ในวันที่ 25 พ.ย. เวลา 13.30 น. นี้ ซึ่งตรงกับวันที่ศาลนัดนายชัยวัฒน์ และพวกรวม 4 คน มารายงานตัวหลังครบกำหนดฝากขังครั้งแรก12วัน.

 

Matemnews.com 

18 พฤศจิกายน 2562