Home ข่าวทั่วไปรอบวัน ศาลฎีกานักการเมืองเมตตา “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” โทษจำคุก 2 ปีให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ปรับ 1 แสนบาท

ศาลฎีกานักการเมืองเมตตา “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” โทษจำคุก 2 ปีให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ปรับ 1 แสนบาท

130
0
SHARE

 

 

องค์คณะผู้พิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีการวม 9 คน  ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  สนามหลวง ขึ้นนั่งบัลลังค์เมื่อเวลา 12.00 น. 10 ต.ค.2562  อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ คดีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับ  นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบใน คดีหมายเลขดำ อธ.อม.3/2561 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อายุ 66 ปี อดีต รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1

 

อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องเมื่อเดือน มี.ค.2560 ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติต้นเดือน ก.พ.2560 ชี้มูลความผิดทางอาญา นายสุรพงศ์ ที่ได้ลงนามในการพิจารณาออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2554 ทั้งที่ขณะนั้นนายทักษิณ ยังเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับในคดีร่วม นปช.ก่อการร้าย และคดีอาญาอื่น ๆ รวมทั้งคดีที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแล้ว อันเป็นการกระทำที่ ขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) และ (4) ทำให้กระทรวงการต่างประเทศ เสียหาย

 

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษา  เมื่อวันที่ 19 มิ.ย 2561 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1  เป็นการกระทำกรรมเดียวที่ผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1  เป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกจำเลย เป็นเวลา 2 ปี ขณะที่พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลซึ่งหลบหนีให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ

 

นายสุรพงษ์ จำเลยยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยใช้หลักทรัพย์ 5 ล้านบาทขอประกันตัว  วันนี้ 10 ต.ค.2562  นายสุรพงษ์ มาศาลถึงตั้งแต่ 8 โมงเช้า  พร้อมทนายความ และญาติๆ โดยมาด้วยรถตู้  แล้วลงนั่งรถเข็น มีผ้าอนามัยปิดปาก มีคณะพยาบาลมาด้วยเนื่องจากยังป่วย

 

ผลของคดี องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ 9 คน พิเคราะห์พยานหลักฐานต่างๆ แล้ว เห็นว่า  อุทธรณ์ของจำเลย ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงใน 6 ประเด็น  ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษาว่านายสุรพงษ์จำเลยมีความผิด

 

จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา องค์คณะฯ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมส่วนหนึ่ง เนื่องจากการกระทำนี้ทำให้นายทักษิณ เกิดความสะดวกในการเดินทางในต่างประเทศ  ทั้งที่ศาลได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่ดินรัชดาภิเษก และในขณะนั้นก็มีหมายจับในคดีอื่นๆ ด้วย จึงไม่มีเหตุลดโทษ

 

ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ตามที่จำเลยได้อุทธรณ์ว่าระหว่างพิจารณาคดีได้ส่งผลต่อสุขภาพ จำเลยมีอาการป่วยเป็นเบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันในเลือด รวมทั้งมะเร็ง  ที่ได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอและท้อง ขณะเดียวกันจำเลยก็มีอายุมากแล้ว องค์คณะฯ จึงเห็นควรให้โอกาส โดย องค์คณะฯ มีมติเสียงข้างมาก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยโทษจำคุกนั้นรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้มีโทษปรับในความผิดนี้ด้วยเป็นเงิน จำนวน 100,000 บาท

 

หลังฟังคำพิพากษาแล้ว ญาติของนายสุรพงษ์ นำเงินชำระค่าปรับ 1 แสนบาท ขณะที่นายสุรพงษ์นั่งรถตู้พยาบาลของ รพ.ศิริราช กลับไปรักษาอาการป่วย

 

Matemnews.com 

10 ตุลาคม 2562