Home ข่าวทั่วไปรอบวัน ศาลพิพากษายืน จำคุกกลุ่มวัยรุ่นฆ่าชายพิการขายขนมปัง

ศาลพิพากษายืน จำคุกกลุ่มวัยรุ่นฆ่าชายพิการขายขนมปัง

83
0
SHARE

วันที่ 19 พ.ย.62 ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีฆ่าชายพิการขายขนมปัง ย่านโชคชัย 4 หมายเลขดำ อ.2186/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ และนางทองคำ ศรีจันทร์ มารดาผู้เสียชีวิต เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายพี่รพล หรือเป่า ยศพงศ์อนันต์ อายุ 23 ปี นายอัครเดช หรือ อั๋น ทัศนะ อายุ 24 ปี นายมนต์มนัส หรือเต้ย แสงโพธิ์ อายุ 23 ปี นายจตุพร หรือเบียร์ จันทร์โสภา อายุ 20 ปี นายเมฆ พลไกรษร อายุ 21 ปี นายอรินทร์ หรือเตอร์ ยศพงศ์อนันต์ อายุ 21 ปี และ น.ส.ณัฐณิชา หรือเกมส์ ฤทธิ์ล้ำเลิศ อายุ 20 ปี เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ, ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และร่วมกันพกพาอาวุธมีดไปในเมืองฯ โดยไม่มีเหตุอันควร 

กรณีเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2559 เวลากลางวัน จำเลยทั้งหมดบุกเข้าไปในบ้านพักของนายสมเกียรติ ศรีจันทร์ อายุ 35 ปี ชายพิการ อาชีพส่งขนมปังร้านป้งหอม ในซอยโชคชัย 4 แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. แล้วใช้อาวุธมีดแทงฟันและป่าก้อนอิฐใส่นายสมเกียรติ จนถึงแก่ความตาย โดยพวกจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีมาโดยตลอด

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2560 พิพากษาลงโทษพวกจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุกจำเลยที่ 1, 2, 3, 6 คนละ 18 ปี ฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 2, 4, 5, 6 คนละ 1 ปี ฐานช่วยเหลืออำนวยความสะดวก จำคุกจำเลยที่ 4, 5, 7 คนละ 12 ปีฐานข้อหาพกพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรสั่งปรับจำเลยที่ 1-6 คนละ 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 คนละ 18 ปี ปรับคนละ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และ 6 รวมจำคุก คนละ 19 ปี ปรับคนละ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 และ 5 จำคุกคนละ 13 ปี และจำเลยที่ 7 จำคุก 12 ปี ปรับจำเลยที่ 4-5 คนละ 1,000 บาท และให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดและค่าอุปการะแก่โจทก์ร่วม รวมวงเงิน 5 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี สัดส่วนตามพฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคน

วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยทั้งหมด ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันถูกจับกุมมาฟังคำพิพากษา ขณะที่ฝ่ายโจทก์ร่วมซึ่งเป็นญาติผู้เสียชีวิตก็เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษา ซึ่งปรากฎว่าฝ่ายจำเลยอุทธรณ์ต่อสู้คดีในหลายประเด็น ด้วยท่วงทำนองปฏิเสธเสียงแข็งไม่ได้กระทำผิด เช่น การอ้างว่าคดีถูกกดดัน ฝ่ายผู้เสียชีวิตมีอาวุธมีดยาวกว่า เคยมีประวัติต้องคดี ไม่ได้ขว้างอิฐ ไม่ได้ตะโกนว่าเอาให้ตาย เป็นต้น

โดยศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานโจทก์ที่เบิกความเป็นประจักษ์พยาน รวมถึงภาพถ่ายและกล้องวงจรปิด มีน้ำหนัก หนักแน่น ไม่มีเหตุที่พยานโจทก์จะปรักปรำพวกจำเลย ไม่มีเหตุกดดัน กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา พวกจำเลยทั้งเจ็ดอยู่ร่วมกันในที่เกิดเหตุ ในลักษณะเป็นพวกกัน เป็นกำลังใจให้ฮึกเหิม รุมทำร้ายผู้ตายที่อวัยวะสำคัญ ตำรวจมาก็ไม่หยุด ขณะที่ผู้ตายต่อสู้เพื่อป้องกันชีวิตมากกว่ามีเจตนาทะเลาะ ประวัติของผู้ตายไม่ใช่ข้ออ้างในคดี ส่วนที่จำเลยที่ 6 อ้างไม่ได้ขว้างอิฐ และจำเลยที่ 7 อ้างไม่ได้พูดว่าเอาให้ตาย เป็นการอ้างลอยๆ ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากมีประจักษ์พยานหลายปาก พวกจำเลยเป็นลูกต่ตำรวจ หากไม่ใช่เรื่องจริงพยานคงไม่กล้าเบิกความให้ร้ายปรักปรำ

ในส่วนที่จำเลยขออุทธรณ์ให้ศาลลงโทษในสถานเบา เนื่องจากขณะเกิดเหตุยังเป็นเยาวชนที่มีอายุ 18-22 ปี และไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพวกจำเลยอยู่ในวัยหนุ่มสาว กระทำโดยไม่คิดรอบด้าน และทำผิดโดยง่ายนำมาสู่การสูญเสีย แต่จากพฤติการณ์ที่ร่วมกันก่อเหตุฆ่าผู้อื่น ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ ที่ศาลชั้นตันพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

ด้านนายเมธัส ผลประเสริฐ หลานของผู้เสียชีวิต เปิดเผยหลังร่วมเข้ารับฟังคำพิพากษาว่า คงจะไม่ฎีกา ปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมาย พอใจแล้ว ส่วนชีวิตความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนแปลงไป คนๆ หนึ่งเป็นที่รักตายจากไป สร้างบาดแผลให้เรา ตนอยากฝากเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ จำเลยกระทำความผิดขณะที่อายุ 18-22 ปี ศาลก็มองว่าจำเลยไม่บรรลุนิติภาวะ แต่เป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไป จึงไม่ลดโทษให้ อยากฝากให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเตือนใจขณะที่ น.ส.ธันยชนก ศรีจันทร์ พี่สาวของผู้เสียชีวิต กล่าวเสริมว่า อยากให้พ่อแม่ดูแลลูกให้ดีกว่านี้ ไม่อยากให้เดินตามรอยนี้

ที่มา ทีเอ็นเอ็นไทยแลนด์