Home ฉลามเขียว ความชาญฉลาดของอนุทินปลดล็อก “กัญชง”

ความชาญฉลาดของอนุทินปลดล็อก “กัญชง”

258
0
SHARE

 

 

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา  แถลงข่าว 13 ส.ค.2562  ถึงผลการประชุมของ  คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ในตอนบ่ายวันนี้ว่า

 

การพิจารณาเรื่องกัญชง ถือเป็นเรื่องที่ดี โดยคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดเห็นตรงกันกับทางนโยบายว่า เพื่อคลายล็อกให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจและมีมูลค่าเพิ่ม จึงเห็นชอบในหลักการที่จะให้นำกัญชงที่มีสาร  THC น้อยกว่า 0.2% มาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องสำอางได้เพิ่มขึ้น โดยจะต้องมีการแก้กฎหมายและออกประกาศต่างๆ ตามมารองรับ ประกอบด้วย

1.ร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยกัญชง พ.ศ. … ฉบับเดิมมีเรื่องของภายใน 3 ปีแรกให้ดำเนินการโดยภาครัฐ  ก็จะแก้ไขเป็น  ดำเนินการร่วมกับภาครัฐ และดำเนินการได้ทันที กฎกระทรวงอาจต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไข ก็จะเร่งเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมดำเนินการ

2.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. … รายละเอียด คือ การยกเว้นกัญชงที่นำมาใช้ ต้องเป็นกัญชงที่ผลิตในประเทศเป็นหลัก เพื่อประโยชน์เกิดแก่ประเทศไทย

 

3.ประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เรื่อง กำหนดลักษณะกัญชง (Hemp) พ.ศ. … ฉบับนี้หลักการ คือ การกำหนดสารสำคัญคือให้มี  THC น้อยกว่า 0.2% ตามมาตรฐานในผลิตภัณฑ์ เพราะมีผลต่อจิตประสาท ก็จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

 

4.การออกประกาศสำนักอาหาร และประกาศสำนักเครื่องสำอาง เพื่อออกมารองรับในการนำกัญชงมาใช้ในการผลิต  หรือผสมอาหารและเครื่องสำอางได้อย่างในต่างประเทศ  แต่เราจะคุ้มครองคนไทย โดยต้องผลิตโดยประเทศไทยและคนไทย ไม่ใช่เอาจากเมืองนอกเข้ามาปั๊มผลิต

 

ย้ำนะครับ ข้อเขียนของ นายฉลามเขียว  ซีรีส์นี้ไม่ใช่เรื่องกัญชา  ไม่ใช่เรื่องกัญชง

 

แต่เป็นเรื่องที่ชี้เป้าให้ท่านรองนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เห็นว่า  ถ้าท่านรับงาน  แล้วเป็นผู้ชูธงนำ  เชิญชวนกระทรวงพาณิชย์ กับ สคบ.ให้ยกเลิกประกาศห้ามเข้าบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว  ท่านจะได้จารึกในประวัติศาสตร์ อนุทินเป็นคนที่ทำให้คนไทยไม่โดนควันบุหรี่

 

จะมีผู้คนได้ประโยชน์มากมายหลายล้านคน  มากยิ่งกว่าการผลักดันกัญชาเสรีทางการแพทย์

 

คนไม่สูบบุหรี่ก็เป็นโรคปอดเพราะโดนควันบุหรี่จุดไฟ

 

นิโคตินไม่ใช่สารรก่อมะเร็ง

 

มะเร็งปอดเกิดจากควัน  จุดธูป  เผากระดาษกงเต็ก ก็ทำให้มนุษย์เป็นมะเร็งปอดได้

 

แล้วข่าวกัญชงที่ผมนำมาไว้ท่อนต้นข้อเขียนวันนี้  มันเกี่ยวยังไงกับการยกเลิกประกาศแบนบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังชี้เป้าให้ท่านอนุทินลงมือ  มันเกี่ยวข้องอย่างนี้ครับ

เป็นการชี้ให้เห็นความชาญฉลาด ของรองนายกฯอนุทิน

 

อนุทินเอี้ยวกายนิดเดียวก็สำเร็จ

 

กัญชาเป็นยาเสพติดตามกฎหมายไทย  กฎหมายฉบับนี้ออกตามสนธิสัญญาที่ทำไว้กับสหประชาชาติ   กัญชาออกจากยาเสพติดตามกฎหมายไทย “ยาก” แต่ผมเชื่อว่า  เดี๋ยวก็เลิก  ผมชัวร์ยูเอ็นเอากัญชาออกจากยาเสพติดแน่นอน

 

คำแถลงข่าวของท่านเลขาธิการ อย.ตามข่าวข้างต้น  ไม่ได้หมายความว่า  อนุทินเอากัญชงออกจากยาเสพติดนะครับ

 

ความจริงคือ กัญชงที่มีสาร CBD มหาศาลนั้น  สารนี้ไม่ใช่ยาเสพติด  แต่เพราะกฎหมายไทยเขียนพันพัวกัน  กัญชง กัญชา พืชกระท่อม จึงกลายเป็นยาเสพติดทั้งหมด   ตำรวจเจอก็จับ เจ้าหน้าที่รัฐหน่วยอื่นก็จับได้

 

ในกฎหมายยาเสพติดทั้ง 7 ฉบับของไทยเขียนไว้ชัด  อะไรก็ตามที่มีสาร THC มากกว่า 0.3 %  เป็นยาเสพติด

 

อนุทินก็พลิกตรงนี้…เอี้ยวกายนิดนึงก็สำเร็จ

 

การปลดล็อกกัญชง  ยากกว่ามาก

 

จะต้องมีประกาศใหม่ 4 ฉบับ

 

1.สาธารณสุขจะประกาศ เปลี่ยนให้ชาวบ้านปลูกกัญชงได้ โดยร่วมมือกับภาครัฐ จากเดิมรัฐปลูกได้คนเดียว ชาวบ้านปลูกไม่ได้

2.คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดจะออกประกาศ  กำหนดคุณลักษณะกัญชง  จากที่ก่อนนี้ไม่มีกฎหมายเฉพาะกัญชง  ถูกโยงไปพันอยู่กับกัญชา ประกาศใหม่จะชัดเจน  อะไรก็ตามมี THC ผสมไม่เกิน 0.2 % ทำผลิตภัณฑ์ต่างๆได้

3. อย.จะประกาศลักษณะของกินเข้าปาก  เครื่องสำอาง จะต้องใช้กัญชงปลูกในไทย

 

ขนมไทยใส่ CBD เดี๋ยวชาวโลกก็ได้กิน  ซะที

 

กินได้สารพัดอย่าง  ก๋วยเตี๋ยว แกงไก่ แกงเนื้อ  ขนมจีน น้ำตื่ม ลูกอม  เค้ก  บราว์นี่ ขนมปัง  ข้าวต้มมัด

 

คือ  ของกินสารพัดอย่างใส่ CBD ได้หมด  ขออย่าเกิน 0.2 %

 

คนไทยจะร่ำรวยขนาดไหน

 

การเอา 3 หน่วยงานรัฐมาทำอย่างนี้มันง่ายซะที่ไหนล่ะ  แต่อนุทินก็กล่อมสำเร็จแล้ว

 

ก็ง่ายๆ มันก็คือกฎหมายยาเสพติดเดิมนั่นแหละ  ยาเสพติดคือที่มี THC ผสมอยู่มากกว่า 0.3 %  ก็เอามาเขียนแยกเป็นให้ชัดเจนซะ  มี THC ผสมไม่เกิน 0.2 % มันก็ไม่ใช่ยาเสพติด  ก็ผลิตได้  ทั้งของกินเข้าปาก  เครื่องสำอาง และอื่นๆที่จะมาในรูปสมุนไพร เช่น ช่วยให้นอนหลักลึก  ช่วยให้เกิดภาวะอารมณ์แจ่มใสสดชื่น  และอื่นๆ… ซะที

 

ไม่ใช้คำว่า  เอากัญชง ออกจากยาเพสติด  เพราะ “ประเทศไทยคนดีเยอะ” ท่านๆจะโวยวาย  แต่ใช้คำว่า  ปลดล็อกให้  “กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ”  คนดีงงไปเลย จึงเป็นความชาญฉลาดของรองนายกฯอนุทินที่ผมขอชี้ให้คนไทยได้เห็น

 

ก็รอนิดนะครับ รอว่าประกาศต่างๆของ 3 หน่วยงาน  ตัวอักษรจะออกมาว่าอย่างไร จะมีผลเมื่อลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว

 

ฉลามเขียว…ย้ำ

 

ทำให้คนไทยไม่โดนควันบุหรี่  อนุทินทำได้ง่ายกว่ากัญชากับกัญชง

 

“ยกเลิกประกาศคำสั่งแบนบุหรี่ไฟฟ้า”

 

มันเป็นอำนาจของอนุทินอยู่แล้ว  เป็นคำสั่งในมืออนุทิน

 

ดังที่ผมได้เขียนไว้ว่า  ท่านอื่นๆต่อสู้ให้ยกเลิกคำสั่งแบนบุหรี่ไฟฟ้ามานานแล้ว  ฉลามเขียวมาทีหลังคนอื่น  การที่ผมเพิ่งเข้ามา  เพราะผมเชื่อมั่นในตัวรองนายกฯอนุทินว่าถ้าท่านรับงาน สำเร็จแน่นอน

 

ผมมั่นใจว่าท่านรับงาน  เพื่อช่วยเหลือประชาชนไทยมากมายหลายล้านคนที่จะรอดพ้นการโดนควันบุหรี่  จะเป็นจำนวนผู้คน มากกว่ากัญชา  กัญชง

 

ผมนำข่าวเก่าการต่อสู้ของเครือข่ายผู้บริโภคบุหรี่ไฟฟ้า ที่สู้เมื่อปี 2561 มาลงไว้ในที่นี้  เพื่อชี้ให้ท่านรองนายกฯอนุทินได้เห็นว่า   การยกเลิกคำสั่งห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า อยู่ในมืออนุทินอยู่แล้ว

 

ข่าวเก่ามีว่า

 

จากกรณีที่ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดประชุมทบทวนมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า จากปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติถูกจับปรับฐานพกบุหรี่ไฟฟ้าเข้าประเทศไทย รวมทั้งสถิติการเจ็บป่วยเสียชีวิตจากบุหรี่มวนไม่ลดลง โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมไปถึงภาคประชาชนในนามเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา

 

นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า “กลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST)” และเฟสบุ๊ค “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” เปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้หารือถึงประเด็นที่ประกาศกระทรวงพาณิชย์กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้าม เมื่อช่วงปี 2557 ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ยังไม่มีการกำหนดนิยามให้ครอบคลุมถึงบุหรี่ไฟฟ้า จึงไม่มีอำนาจในการควบคุมและเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าได้ จำเป็นต้องใช้อำนาจของกระทรวงพาณิชย์ในการห้ามการนำเข้าแทน แต่ขณะนี้ทางกระทรวงสาธารณสุข สามารถควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าภายใต้กฎหมายดังกล่าวได้แล้ว ก็สามารถยกเลิกประกาศห้ามนำเข้าของกระทรวงพาณิชย์ และ สคบ. แล้วบังคับใช้มาตรการตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพื่อห้ามการซื้อขายผ่านทางออนไลน์ ห้ามการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า และกำหนดอายุขั้นต่ำผู้ซื้อผู้ขายได้ เช่น ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าต้องมีอายุมากกว่า 21 ปี ได้แล้ว

 

นายมาริษ กล่าวต่อว่า เครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าฯ ได้แสดงความคิดเห็นในประชุมเพื่อให้มีการทบทวนมาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้า โดยชี้ให้เห็นว่าเป็นมาตรการที่ปิดกั้นโอกาสของผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อันตรายต่อสุขภาพน้อยกว่า หลายหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมเห็นตรงกันว่าการแบนก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตไม่ได้ ผู้ใช้ถูกจับกุมรีดไถเพราะความไม่ชัดเจนของกฎหมายและมีบทลงโทษรุนแรง นักท่องเที่ยวโดนจับปรับ ที่สำคัญกระทรวงสาธารณสุข ก็เสียโอกาสในการลดโรคจากพิษภัยของบุหรี่ ลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ และไม่สามารถป้องกันเยาวชนจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้จริง ที่สำคัญหากเรายังปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ เรายังต้องเห็นคนเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละกว่า 5 หมื่นคนต่อไป นอกจากนี้ยังได้หยิบยกรายงานฉบับล่าสุดของ องค์การอนามัยโลก (WHO’s Basic Handbook on Tobacco Product Regulation) ปี 2018 ที่ระบุว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดนักสูบหน้าใหม่หรือช่วยให้เลิกบุหรี่ได้จริง ดังนั้นที่มีการกล่าวอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้เกิดนักสูบหน้าใหม่นั้นจึงไม่ใช่เหตุผลหลักที่ห้ามการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สหภาพยุโรป ต่างยอมรับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและมีกฎหมายควบคุมที่เหมาะสม ทั้งนี้ 143 ประเทศออกกฎหมายควบคุมที่แตกต่างกัน เช่น สินค้าบริโภคที่ได้รับการควบคุม อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบ ในขณะที่มีเพียง 30 ประเทศ เช่น เกาหลีเหนือ เวเนซุเอลา และประเทศแถบตะวันออกกลางรวมทั้งไทยที่แบนบุหรี่ไฟฟ้า

 

ข่าวของผู้จัดการออนไลน์

 

https://bit.ly/2KJjvKz

 

ฉลามเขียว 

matemnews.com

14 สิงหาคม 2562