Home คุยกับ ราช รามัญ คุยกับ ‘ราช รามัญ’ “ไปวัดทำไม”

คุยกับ ‘ราช รามัญ’ “ไปวัดทำไม”

448
0
SHARE

……………………………………

มีโอกาสเดินทางไปวัดมาหลายแห่งในช่วงที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาวัดในวันสำคัญทางศาสนา เพื่อมาทำบุญ ถวายสังฆทาน มาบวชเป็นเนกขัมมะเพื่อปฏิบัติธรรม 

ได้มีโอกาสพบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระธรรมดาแต่ทว่าเมื่อแลกเปลี่ยนทัศนะคติกันแล้วดูเหมือนว่าท่านไม่ธรรมดาในแนวคิด พระภิกษุ พันเทพ เทวกุโล วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต ท่านถามว่า คนเรามาวัดทำไมกัน.. ตอบท่านว่า หลายคนคงปรารถนาบุญจึงได้เข้าวัดมาฟังธรรมปฏิบัติธรรม

ท่านว่า “ทำไมจึงคิดว่าทำแบบนั้นแล้วได้บุญ”

เป็นความเชื่อที่ส่งต่อมากันมา เป็นสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้คนในครอบครัวที่เป็นพุทธได้ร่วมกันทำกิจกรรมทางศาสนา แต่เรื่องบุญกุศลเป็นความเชื่อ

“การเชื่อตามความเป็นจริงกับการเชื่อที่เกิดจากมโนต่างกันนะโยม”

อะไรคือสิ่งที่ท่านกล่าวว่าเป็นมโน แน่ล่ะครับมนุษย์ชอบมโน พระพันเทพได้เมตตาอธิบายว่า..

มโน แปลว่าใจ  แต่ทางโลกเอาคำว่ามโนไปใช้ในลักษณะตำหนิบุคคลที่ทำอะไรชอบคิดเอาเอง คิดไปเอง แบบนี้ใช่ไหมโยม..ดังนั้นการที่ถามไปว่า ความจริงกับการเชื่อแบบมโนที่อาตมากล่าวในที่นี้จึงหมายถึง การคิดเอาเอง

การทำบุญสร้างกุศล ความจริงแล้วทุกสรรพสิ่งจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นที่ใจ และ ใจเท่านั้นแหละที่จะทำให้ความสุขเกิดกุศล แต่ไม่ใช่ไปคิดเอาเองว่า ต้องทำพิธีกรรมแบบนี้แล้วจะได้บุญแบบนั้นเพียงแค่อย่างเดียว  ทำบุญแล้วก็ต้องทำใจด้วย ควบคู่กันไป อย่างที่หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านเคยสอนเอาไว้ว่า โจรก็ทำบุญได้แต่โจรฝึกทำใจไม่ได้

การมาวัดเราจะได้อะไรบ้าง..ต้องเข้าใจตามความเป็นจริง ไม่ใช่ไปเข้าใจเอาเอง คิดเอาเอง หรือเห็นเขาทำตามๆกันมา

ได้เรียนถามท่านว่า..ทำไมพระไม่ค่อยพูดไม่ค่อยสอนแบบนี้กัน

อาตมาว่า..ท่านก็สอนกันนะแต่โยมไม่ค่อยไม่ได้ยิน

แล้วเรื่องพิธีกรรมต่างๆที่เขานิยมทำกัน

เรื่องพิธีกรรมเป็นองค์ประกอบหนึ่ง เพราะคำว่า ศาสนาต้องประกอบด้วย องค์ศาสดา พิธีกรรม สาวก คำสอนเบื้องต้น ท่ามกลาง และ คำสอนที่สูงสุด พิธีกรรมแต่ละพิธีที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาลล้วนสำคัญหมด แต่พิธีกรรมอื่นๆที่มาประดิษฐ์กันใหม่สร้างกันใหม่ก็อีกอย่างหนึ่งและมักจะเป็นไปในข่ายของความมโน ในข่ายของการคิดเอาเองของคนรุ่นหลังๆหลวงพ่อพุทธทาสท่านเรียกพิธีกรรมที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆว่า “ศาสนาเนื้องอก”

ท่านปรารถนาให้คนเข้าใจในเรื่องของธรรมะที่แท้จริงแบบนี้ คือ เข้าใจและรู้จักว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง

อาตมาปรารถนาให้เข้าใจในสิ่งที่เป็นไปตามความเป็นจริง มนุษย์ชอบมโน อย่างที่โยมกล่าวมานั่นแหละ  มโนว่าจะเกิดสิ่งนั้น สิ่งนี้ ที่สำคัญ มนุษย์ชอบเรียนรู้แต่ อนาคตศาสตร์ อดีตศาสตร์ แต่ทำไม ไม่ค่อยเรียนรู้ ปัจจุบันศาสตร์ตามที่พระพุทธเจ้าสอน  

ปัจจุบันศาสตร์ คือ การเรียนรู้อยู่กับความเป็นจริงตรงนี้ ที่นี่ ไม่ใช่ไปคิดเอาเอง เออเอง แล้วก็คาดว่าน่าจะเป็นตรงนั้นตรงนี้ เป็นต้น

ศึกษาปัจจุบันศาสตร์เพื่อให้มี ใจปัจจุบัน  อยู่กับความจริงในปัจจุบัน และ มองโลกคิดไปตามความเป็นจริง ไม่ใช่มโน  คือ มโนเห็นแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่นแต่ลืมกลับมาดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร

วันนี้ได้รับฟังสิ่งที่เรียกได้ว่า ทำให้เราฉุกคิด ฉุกถามกันขึ้นในใจว่า เราไปวัดกันทำไม เข้าวัดกันทำไม เมื่อเราเข้าใจคำว่าบุญกุศลแล้ว เข้าใจพิธีกรรมมากขึ้นแล้ว เราก็จะตอบคำถามในใจของเราได้เองว่า เราเข้าวัดไปทำไมกัน

…………………………………………………………………………………………

matemnews.com 

22 มกราคม 2562